ในสภาวการณ์และการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจการค้าในโลกของทุนนิยม มีการใช้สื่อ เป็นตัวกลาง ในการประชาสัมพันธ์ในทุกเรื่องทำให้สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะรายการในสถานีโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ปฏิเสธไม่ได้ที่จะนำเสนอรายการเพื่อสนองกระแสการบริโภคเพื่อธุรกิจการค้า รายการเด็กและเยาวชนเป็นช่วงเวลาที่ ขาย การโฆษณาในอัตราสูงเพราะเด็ก เยาวชนง่ายต่อการชักจูงและเป็นกลุ่มที่มีเวลาในการบริโภคที่ยาวนาน และในขณะเดียวกันรายการเพื่อเด็ก เยาวชนยังได้ปิดล้อมปิดกั้นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ แต่เป็นการมอมเมาเยาวชนด้วยสื่อลามก สื่อบันเทิง ทุกรูปแบบที่ไม่สอดคล้องวิถีชุมชน อันก่อให้เกิดปัญหาความสับสนในวัฒนธรรมชุมชนและปัญหาตามมามากมาย

                  ในสภาวการณ์และการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจการค้าในโลกของทุนนิยม มีการใช้สื่อ เป็นตัวกลาง ในการประชาสัมพันธ์ในทุกเรื่องทำให้สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะรายการในสถานีโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ปฏิเสธไม่ได้ที่จะนำเสนอรายการเพื่อสนองกระแสการบริโภคเพื่อธุรกิจการค้า   รายการเด็กและเยาวชนเป็นช่วงเวลาที่ ขาย การโฆษณาในอัตราสูงเพราะเด็ก เยาวชนง่ายต่อการชักจูงและเป็นกลุ่มที่มีเวลาในการบริโภคที่ยาวนาน   และในขณะเดียวกันรายการเพื่อเด็ก เยาวชนยังได้ปิดล้อมปิดกั้นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ แต่เป็นการมอมเมาเยาวชนด้วยสื่อลามก สื่อบันเทิง ทุกรูปแบบที่ไม่สอดคล้องวิถีชุมชน  อันก่อให้เกิดปัญหาความสับสนในวัฒนธรรมชุมชนและปัญหาตามมามากมาย                กลุ่มเยาวชนคน “ทำ” และ “รู้ทัน”สื่อ  ของตำบลถืมตองจึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของเยาวชนที่ร่วมเวทีเรียนรู้ของโครงการครอบครัวเข้มแข็งที่ชุมชนได้จัดขึ้นตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทุกเวทีที่จัดขึ้นให้ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษและภัยของการเป็นทาสของสื่อเสื่อมเสีย การลุกขึ้นเป็นผู้ ทำสื่อดีดี จึงเกิดขึ้นเมื่อ สถานีวิทยุชุมชน FM.102 MHz ได้มาตั้งในหมู่บ้านการนำเนื้อหาสิ่งดีๆที่มีอยู่ในชุมชนที่ไม่เคยปรากฏในสื่ออื่นๆออกมานำเสนอ เปิดพื้นที่เรียนรู้สิ่งดีดีที่มีอยู่ในชุมชนทำให้เด็กสนุกและได้เรียนรู้สิ่งดีในชุมชนมากมายนอกจากเด็กได้เรียนรู้สิ่งดีมีความภาคภูมิใจในชุมชนแล้วเด็กยังได้เรียนรู้เท่าทันของการโฆษณาอันจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภคสื่ออื่นต่อไป                แรงกระเพื่อมความดี ที่เด็กเยาวชนลุกขึ้นทำเอง เมื่อได้แรงหนุนจากผู้ใหญ่ใจดีประกอบกับการใช้พลังแห่งความสร้างสรรค์และบริสุทธิ์ของเด็กเยาวชน ความดีจึงเพิ่มและขยายอย่างรวดเร็ว จากวันที่ 9 มิถุนายน 2550 ถึงวันนี้กลุ่มเด็กเยาวชนตำบลถืมตองจึงเป็นพลังแห่งอนาคตและพลังปัจจุบันของถืมตอง น่าน ประเทศชาติสืบไป                น้องฟ้าเด็กหญิงสุปรียา  พรมต๊ะ เด็กวัย 14 ปี หัวหน้าสถานีวิทยุขยายความดีเยาวชนตำบลถืมตอง พูดออกอากาศเสมอว่า ละอ่อนบ่ฮู้เรื่องข้าว แหมซาวปี๋จะเอาข้าวตี่ไหนมากิ๋น จากคำพูดของน้องฟ้าทำให้เกิดเวทีชุมชนเรียนรู้ภูมิปัญญาในนาข้าว และงานเรียนรู้เรื่องพันธุ์ข้าว วิถีในนาข้าวและหลายเรื่องเกี่ยวกับข้าว ความสัมพันธ์ที่เกิดจากวิถีการทำนาที่เปลี่ยนไปจึงเกิดการเรียนรู้  พ่อแม่เริ่มตระหนักว่าต้องนำลูกเข้าไปเรียนรู้ในนาแทนการผลักให้เรียนพิเศษ ส่งไปกวดวิชา เพื่อส่งเข้าระบบอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันเด็กเมื่อได้สัมผัสชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยของพ่อแม่ในการทำนาการฟุ่มเฟือยกับวัตถุจึงเกิดสำนึกในเด็ก มีหลายคนพูดตรงกันว่า เรามานาแค่ 2 ชั่วโมง เราร้อนขนาดนี้ พ่อแม่อยู่ทั้งวัน ทั้งปี พ่อแม่จะร้อนขนาดไหน เงินทุกบาทที่เราใช้อย่างสบายมาจากเหงื่อของพ่อแม่….การพูดคุย รัก เข้าใจ เอื้ออาทร และสืบสารวิถีในนา จึงเกิดจากคำพูดสั้นๆ ของน้องฟ้านั่นเอง                น้องจอย นางสาวบุณฑริกา  พรมต๊ะ วัยใส วันทีน 16 ปี เดิมทีเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล โมโหง่ายไม่เคยฟังใคร ที่สำคัญคือ เอาแต่ใจตนเอง เมื่อจอยเข้ามานั่งอยู่หน้าไมค์ ถูกหลายคนเรียนว่า ดี.เจ.จอย ต้องรับฟังเสียงโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาในรายการทั้ง ขอเพลง ชม ให้กำลังใจ และตำหนิ ทำให้จอยเริ่มคิดและพิจารณาแล้วว่าคนแต่ละคนมีความต้องการต่างกันเราจะทำให้ถูกใจคนทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้ แม้แต่เราบ้างครั้งเรายังตามใจตนเองทั้งหมดไม่ได้ ความคิดของจอยเปลี่ยน ทำให้พฤติกรรมของจอย ปรับจากไม่เคยฟังคนอื่นเป็น ใจกว้างยอมรับความคิดคนอื่น ตนเองไม่ถูกต้องเสมอไป                จากพฤติกรรมของจอยที่เปลี่ยน พ่อแม่เริ่มสนใจในการเปลี่ยนแปลงของจอย เรื่องทุกเรื่องที่ผ่านจากปากจอยพ่อกับแม่จึงฟังทุกคำ และหลายครั้งหลายคำที่จอยพูดถึงโทษของเหล้าที่มีต่อร่างกาย ครอบครัว ชุมชน ทำให้พ่อและแม่ของจอยตกใจว่าลูกรู้ขนาดนี้เชียวหรือ การอดและเลิกเหล้าของแม่จอยจึงเกิดขึ้น ชีวิต ครอบครัวของจอยจึงเปลี่ยนเมื่อจอยเป็น ดี.เจ.                ชลธิชา  ไชยเสน หรือ น้องชล เด็กที่ไม่พูด ขี้อาย มองหน้ายิ้มและหลบตาเป็นบุคลิกของน้องชลที่ทุกคนคุ้นเคย ถึงแม้จะเป็นวัยรุ่นวัยที่อยากเรียนรู้แต่ชลไม่เคยแสดงออก ตอนแรกกับการเข้าในห้องส่ง น้องชล มีหน้าที่รับโทรศัพท์และพูดคุยกับผู้ฟังที่โทร.เข้าในรายการ เมื่อชลได้พูดคุยกับคนฟังนานวันเข้าความกล้าและอยากแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น                 วันนี้ น้องชล เป็นนักสื่อสารเยาวชนที่มีการพัฒนาตัวที่เยี่ยม ประเด็นการนำเสนอถึงใจและถูกใจคนฟังเสมอเพราะน้องชล รู้ว่าต้องพูดในสิ่งที่คนฟังอยากฟังไม่ใช่การพูดในสิ่งที่ตนเองอยากพูด และที่สำคัญทุกถ้อยคำความคิด และคำคมในห้องส่งจึงเป็นสิ่งที่ออกมาจากใจของน้องชล ถึงแม้จะเก็บมาจากหลายที่แต่ก็กลั่นมาจากการกระทำของข้องชลทั้งสิ้น เช่น คำพูดก่อนพูดเราเป็นนาย แต่เมื่อพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา, เมื่อเราพูดออกจากใจ  คนฟังก็จะฟังด้วยใจ, เมื่อเรายิ้มให้ไมค์เสียงเราจะยิ้มได้, ออก 1 ปาก เข้าแสนหู เป็นต้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                นอกจากความคิด บุคลิกของน้องชนที่เปลี่ยนแล้วครอบครัวของน้องชลก็เปลี่ยนคือ พ่อเริ่มเห็นน้องชลเป็นผู้ใหญ่กล้าให้น้องชลตัดสินใจเองได้หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">(มีต่อตอน2)</p>