ภาพนี้เอามาจาก บล็อก ซูซาน (ยังมีภาพสวยๆ อีกมาก เชิญไปชมไปอ่าน)

ผมรู้ตัวมานานแล้วละลุงว่า เป็นทาสความรู้ ความคิด ต้องมีคนจูงจมูกถึงจะสะดุ้ง อย่างเรื่องโลกร้อนเป็นต้น ถ้าฝรั่งไม่มาพูด เราก็เฉยๆไปงั้นๆแหละ ผมอยู่ในสภาพชาวไร่ชาวนา ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมันเป็นไปในทางฝืดเคืองมากขึ้น เกิดข้อจำกัดรัดรึงรายรอบเข้ามาทุกด้าน จากที่เคยปลูกเคยทำอะไรง่ายๆสะดวกๆ มีเทวดาช่วย ธรรมชาติช่วย ตอนนี้หมดเค้า หมดหน้าตัก หมดตัวช่วยแล้ว !!

ภาพที่ท่านบางทราย เสนอเรื่องปลูกกล่ำปลีฯลฯตามไหล่เขาในลาว หรือภาพการบุกรุกป่าที่ปายปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพด โยงมาหาภาพที่ซูซานลงเรื่องวิถีไทได้สวยบาดตา ทำให้เห็นว่า..เราเดินไปด้วยความรู้ความคิดอะไร ในขณะที่โลกใบนี้เสียหายมากขึ้น กระบวนการทำลาย กับกระบวนการป้องกันและส่งเสริมเทียบกันไม่ได้เลย เรากำลังพัฒนาสังคมด้วยความรู้อะไร?

โลกร้อนขึ้น ในใจก็ร้อนรนตาม ปัญหาต่างๆคุกรุ่นเหมือนอยู่ในเตาอบ ที่ซ้ำร้ายใครมาพูดมาบ่นเรื่องนี้ไม่อยากฟัง เบื่อ ไม่รู้ไม่ชี้ มีเงินฉันก็ติดแอร์เข้าไป ที่บ้าหนักคือหอบเสื้อนอกขึ้นเครื่องบิน เพื่อจะไปแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหนาๆให้ท่าทางดูดี ในขณะที่อากาศรอบตัวร้อนตับแลบ นี่คือไทยแลนด์ เรื่องง่ายๆเช่นการแต่งกาย เราก็ไม่ได้มีความรู้ความคิดของตนเอง แล้วก็มาพูดเรื่องวัฒนธรรม เรื่องการจัดการความรู้ ดูๆไปมันกำมะลอหรือมีเหตุผลอื่นที่ผมไม่ทราบก็ไม่รู้นะ

วันนี้มีชาวบ้านหน้าม่อยมาปรับทุกข์  ถามว่าเป็นยังไงตอนนี้ ทุกคนส่ายหน้าบอกไม่ไหว ทั้งร้อนทั้งแล้งทุกอย่างขึ้นราคา ต้องทยอยขายสัตว์เลี้ยงทิ้ง  ไปรับจ้างตัดอ้อยก็ทรมานเหลือเกิน ทั้งร้อน ทั้งระคาย ตัวเหนียวเหน็บ พวกสวนยางพาราก็หน้ามุ่ย ต้องเว้นวรรคพักกรีด ช่วงนี้อะไรๆมันตะกุกตะกักไปหมด

บางคนโอดครวญ ไม่ไหวแล้ว ถ้าดินฟ้าอากาศเป็นแบบนี้  มันไม่เหมาะกับการทำไร่ทำนาเท่าไหร่นักหรอก หนีไปอยู่โรงงานทำงานในตึกยังดีกว่า เมื่อเงื่อนไขมันมีแนวโน้มไปสู่ภาคอุตสาหกรรมเช่นนี้ ไม่ทราบว่าภาคธุรกิจจะรองรับคนจากภาคเกษตรได้แค่ไหน

ผลกระทบจากโลกร้อน ผมต้องย้ายวัวไปเลี้ยงในทุ่งนา ลูกน้องมาเล่าว่า..วัวบางตัวกินหญ้าจนพุงกางแทบเดินไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาเราเลี้ยงขังเขาไว้ ให้กินอาหารขาดๆเกินๆพอปะทะปะทังไปได้ เมื่อไปเจออาหารและสภาพธรรมชาติที่เขาชอบ วัวก็มีความสุข คนเลี้ยงก็มีความสุข แสดงว่า..วิกฤตธรรมชาตินั้น เป็นตัวแปรที่ซับซ้อนส่งผลต่อระบบชีวิตและสังคมโลกอย่างที่ลึกซึ้ง ทุกคนต่างได้รับและสัมผัสได้ แต่ก็งั้นๆแหละถือว่าเรื่องไกลตัว อยากชื่นชม อยากไปดูไปเห็น ก็จัดสรรเวลาไปท่องเที่ยว

แต่เราไม่เคยจัดสรรเวลาที่จะช่วยกันแก้ปัญหานี้เลย

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ นัดกันกลั้นลมหายใจพร้อมๆกันสัก1ชั่วโมง บางทีโลกจะเย็นขึ้นมาได้บ้าง เพราะใช้ออกซิเยนน้อยลง ลดการจราจร น้ำมัน แอร์ ไฟฟ้า เลิกใช้ชั่วคราว คำว่า..ช่วยกันปิดไฟ ก่อนไม่มีไฟให้ปิด ไม่พอหรอก เห็นผู้ว่ากทม.เชิญชวนกันอยู่ครั้งหนึ่งมั๊งแล้วก็เงียบฉี่

นัดกันถอนหายใจ

ใครใจหายใจค่ำ

มีโรคทางใจ อนุญาตให้ส่งใบลาได้

แต่พวกใจแข็ง ใจดื้อ และหลายใจ

มาขอบัตรคิวได้แล้ว อิอิ

โรคความมั่นใจบกพร่องนั้น รักษาไม่ได้ง่ายๆนักหรอก