<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หลายๆ ครั้งเราไม่ฟังสิ่งที่เขาพูดให้จบเสียก่อน เราฟังแต่ไม่ได้ยิน เรารีบแย่งเขาพูด เราก็รีบด่วนสรุป หรือตัดตอนความคิดของเขาออกไป เรารีบตัดสินเขาทั้งที่เราไม่ได้เปิดใจรับฟังเขาอย่างลึกซึ้ง เราขาดการเคารพและให้เกียรติในตัวเขา และหลายๆ ครั้งเราก็แสดงออกด้วยคำพูด กิริยาท่าทางที่ทำร้ายคนข้างเคียงหรือเพื่อนร่วมงานโดยที่ไม่รู้ตัวอาจเป็นเพราะบางทีเรามุ่งงานตามตัวชี้วัดให้บรรลุผล เราเลยมองข้ามหัวใจของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นเพื่อนร่วมงานไปท่านติชนัทฮันท์บอกว่าเป็นเพราะเราขาดสติกำกับชีวิต และความเมตตาต่อกัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วันที่ ๑๔-๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมอบรมเรื่องสุนทรียสนทนากับพี่น้องชาวสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน เป็นรุ่นที่ ๒ มีทีมของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวเป็นกระบวนกรที่ได้ร่ำเรียนวิชามาจากสถาบันขวัญเมือง และเสมสิขาลัย มาพัฒนาบ่มเพาะตนเองฝึกฝนกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจนได้ฝีมือที่ดีเลยทีเดียว ผมเองเคยผ่านกระบวนการอบรม Dialogue มาก่อนแล้ว และนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองและงานอยู่เสมอ แต่อย่างว่าแหละครับการเรียนรู้ไม่มีวันหมด ยิ่งเรียนรู้รู้ ยิ่งแลกยิ่งได้ ยิ่งทำยิ่งมั่นใจผมจึงเทน้ำชาออกจากถ้วยไปนั่งเข้าอบรมกับเขา และก็ไม่เสียเที่ยวครับเราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งบางคนเราไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย งานนี้ก็ทำให้เราไดรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ที่ผมสนใจมากคือเรื่องสมองที่แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น ชั้นในเป็นฐานกาย เป็นฐานของ “การอยู่รอด”จะพัฒนาสูงสุดในช่วง ๐-๗ ปี ชั้นกลางเป็นฐานใจเป็นฐานของ “การอยู่ร่วม” จะพัฒนาสูงสุดในช่วง ๘-๑๔ ปี และชั้นนอกเป็นฐานคิดเป็นฐานของ “การอยู่อย่างมีความหมาย” จะพัฒนาสูงสุดในช่วง ๑๕-๒๑ ปี ผมคิดว่าสังคมปัจจุบันกำลังสร้างฐานของการอยู่รอดสูง นั่นมันคือสังคมของสัตว์ดีดีนี่เอง สูงมาหน่อยคือฐานของการอยู่ร่วม อาจจะยกระดับมาหน่อยแต่ก็ยังเป็นสัตว์สังคมที่อยู่กันเป็นฝูงที่พึ่งพาอาศัยกัน แต่ฐานที่แสดงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงนั่นคือฐานที่มีการอยู่อย่างมีความหมาย ความหมายของชีวิตแต่ละคนอาจแตกต่างกัน หากแต่เป้าหมายชีวิตที่สุขสงบย่อมเป็นจุดหมายปลายทางที่จริงแท้แห่งชีวิต การมีชีวิตที่สุขสงบร่มเย็นนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนและมีสติกำกับตัวเองอยู่ทุกปัจจุบันขณะ เผลอเมื่อไรมุมมืดอีกด้านจะเข้ามาเสมอ</p> ผมดีใจที่ได้เข้าร่วมเรียนรู้กับพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานหวังไว้ว่าต่อไป เราจะมีสติในการคุยกัน ฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนตัดสิน และเคารพกันและกัน บนพื้นฐานของความรักและเมตตาต่อกัน เพื่อนำพาองค์กรของเราไปสู่องค์กรแห่ง ความสุขสงบในอนาคตครับ
คุยกันฉันท์พี่น้อง.......สุนทรียสนทนา (Dialogue)
อาจเป็นเพราะบางทีเรามุ่งงานตามตัวชี้วัดให้บรรลุผล เราเลยมองข้ามหัวใจของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นเพื่อนร่วมงานไป
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูอ้อย แซ่เฮ · 25 ม.ค. 2551
ราพาล่า · 25 ม.ค. 2551
พ่อน้องซอมพอ · 25 ม.ค. 2551
BM.chaiwut · 25 ม.ค. 2551
ถูกต้องเลยค่ะ เรายิ่งเรียนรู้ยิ่งรู้สึกว่ามีสิ่งต่างๆอีกมากมายทีเรายังไม่ได้สัมผัส ยิ่งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมงานหรือเครือข่ายยิ่งเกิดความสุขตามมา
ดีใจแทนคน น่านที่ได้มีโอกาสสัมผัสกระบวนการ สุนทรีย สนทนา
สวัสดีครับ ตามความคิดของผมเอง ผมว่า
สุนทรียสนทนา คือ ฟังอย่างไม่มีตัวตนครับ
ถ้าคิดถึงตัวเองเมื่อไร จบเห่
ขอบคุณครับ