อดีตได้ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง สิ่งที่เราจับต้องได้จริงๆคือปัจจุบันขณะ

 หลังจากข้าพเจ้ามาเรียนวิชาของพระพุทธเจ้าสักพัก ข้าพเจ้าก็พบว่า ที่ผ่านมาได้ใช้ชีวิตที่ผิดพลาดไปหลายอย่าง   เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระมากมาย แถมวุ่นวายกับการงาน และการใช้ชีวิตทางโลก  คนทั่วๆไป ก็มีอาการเช่นข้าพเจ้า คือทุกคนต่างวิ่งวุ่นตลอดเวลา  ชีวิตสับสนวุ่นวายมาก และที่เป็นเช่นนี้  เพราะเราทุกคนกำลังวิ่งตามหาสิ่งหนึ่งอยู่  สิ่งนั้นคือความสุข  แถมความสุขในความคิดเห็นของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไป บางคนอาจจะรู้สึกมีความสุขถ้ามีเงินในธนาคารสัก 10 ล้าน          บางคนว่า ขอให้โครงการที่ทำนี้สำเร็จก็เป็นสุขแล้ว       บ้างว่าขอให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ในปีนี้ คงจะมีความสุข  บางคนว่าปลายปีนี้ได้หยุดยาวถึง 15 วัน คงจะได้มีความสุขเสียที   บ้างก็ว่าถ้ามีแฟนในปีนี้ได้คงมีความสุข  แถมบางคนบอกว่าถ้าได้ไปเที่ยวเมืองนอกกลางปีนี้ท่าจะมีความสุข  เท่าที่สังเกตดูเรามักจะคาดหวังการมีความสุขในสักวันหนึ่งในอนาคตเสมอ   ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้น

   ที่ผ่านมาข้าพเจ้ามักจะวนเวียนคิดคำนึงถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วอยู่บ่อยๆ  ทั้งเรื่องที่ทำให้ดีใจและเสียใจ  บางทีก็คิดไปยังอนาคต คิดถึงงานที่จะทำ คิดถึงโครงการที่จะไปเที่ยวตอนสิ้นปี  บางทีนั่งทำงานอยู่ก็คิดถึงเวลาเลิกงาน  แล้วข้าพเจ้าก็ตระหนักรู้ว่า ที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่ค่อยจะอยู่ในปัจจุบันสักเท่าไหร่  ยิ่งช่วงหนึ่งที่งานการยุ่งเหยิงมาก ข้าพเจ้าถึงขนาดสับสนว่า ควรจะทำอะไรก่อนดี 

 หลวงปู่ติช ท่านกล่าวว่า เราทั้งหลายนั้นต่างวิ่งวุ่นไปในอดีต หรือไม่ก็กังวลแต่เรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราจึงไม่มีความสุข  อดีตนั้นได้ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง สิ่งที่เราจับต้องได้จริงๆ ก็คือเวลาในปัจจุบันขณะเท่านั้น  เมื่อเรายืนมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า แทนที่เราจะชื่นชมกับธรรมชาติที่งดงามตรงหน้าเรากลับคิดโน่นนี่วุ่นวายไปหมด  เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะพลาดโอกาสสำคัญที่จะมองเห็นสิ่งที่งดงามนั้นไป  ท่านถามทำนองว่า มันยากนักหรือในการที่เราจะรู้จักมองพระอาทิตย์ตอนลับขอบฟ้าอย่างมีความสุข    

  เมื่อเราล้างจาน เราก็ไปคิดถึงเรื่องการทำอะไรอย่างอื่นต่อ   การล้างจานของเราจึงไม่มีความสุข  เมื่อเรานั่งจิบชา เราก็คิดถึงงานอีก เราไม่ได้อยู่กับการจิบชาจริงๆ  ที่ข้าพเจ้าชอบใจก็คือเรื่องการกินส้ม ถ้าเรากินส้มแต่เรากำลังคิดถึงโครงการต่างๆอยู่ ท่านว่าเราไม่ได้กินส้มอยู่หรอก เรากำลังกินโครงการทั้งโครงการเข้าไป  การรู้จักกินส้มเพียงหนึ่งชิ้นอย่างถูกต้อง เราก็จะเสมือนกินส้มได้ทั้งผล  แต่ถ้าเรากินส้มในขณะที่คิดถึงแต่งานหรือโครงการต่างๆ เราก็เหมือนกินโครงการมากกว่าที่จะกินส้ม  เราจึงไม่ได้รับรู้รสชาดของผลส้มนั้นอย่างแท้จริง

   เพราะเราไม่ได้อยู่ในปัจจุบันเลย  เราจึงไม่มีความสุข   ความสุขของเรามักจะอยู่ในอนาคตเสมอ  เราจึงวิ่งตามล่าหามันอยู่ตลอดเวลา  กับการที่ว่าทำอย่างไรจึงจะมีความสุข  หลวงปู่ติชบอกว่า  Here and Now ... จงมีความสุข ณ.ที่นี่และเดี๋ยวนี้  คือคำตอบ