<p></p><p> </p>
คนของหัวใจ
</font><p></p> <p>เช้านี้ผมพบความเรื่องราวน่าประทับใจที่ตลาดเช้าเมืองไชยะบุรีเลยนำมาเล่าให้คุณได้ร่วมแบ่งปันความประทับใจด้วยกันนะครับ</p><p>เช้าวันนี้ผมไปตลาดแต่เจ็ดโมงเช้าตั้งใจจะไปหาซื้อข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำที่ขูดมะพร้าวทึนทึกโรยหน้าเหยาะน้ำตาลทรายนิดหน่อยมาให้ท่านพี่บางทรายเป็นเสบียงไปทำงานในหมู่บ้านพี่เขาทานเจเหมือนกับที่คุณชอบทานอยู่เป็นพักๆไงครับหมอกยังคงโรยตัวปกคลุมทั่วเมืองไชยะฯแต่พี่น้องชาวเมืองก็มาขายของมาจับจ่ายกันอย่างคึกคักเมื่อไปถึงแม่ค้าเจ้าประจำเจ้าเดียวที่ทำข้าวก่ำขายคุณป้าแม่ค้าบอกว่าวันนี้ข้าวก่ำหมดแล้วแม่ค้าในเมืองนี้เขาจะทำของมาขายกันครั้งละน้อยๆครับคุณเรียกว่าคนตื่นสายอย่างผมพลาดกินของดีๆได้ง่ายเหมือนกัน</p><p>ผมเลยต้องตระเวนตลาดหาสิ่งทดแทนได้ข้าวหลามกะทิที่ใช้ข้าวก่ำทำมาสามสี่กระบอกกับได้อ้อยกะทิมาห้าก้อนก้อนละหนึ่งพันกีบคุณป้าแม่ค้าแถมให้อีกหนึ่งก้อนจ่ายเงินแล้วก็เดินหาเสบียงต่อเดินไปได้สักครู่ได้ยินเสียงคนร้องตะโกนโหวกเหวกต่อๆกันไล่หลังมาแล้วก็มีมือเย็นๆของคุณป้าแม่ค้าน้ำอ้อยกะทิมาคว้าแขนผมไว้ป้าบอกว่าให้ผมไปเอาเงินทอนคืนเพราะผมซื้อป้าห้าพันกีบแต่เผลอไปจ่ายแบงค์ใบละห้าสิบพันกีบให้ในขณะที่ป้ากำลังกลุ้มใจจะหาเงินที่ไหนมาทอนผมเพราะป้าเพิ่งขายของได้ไม่ถึงสามสิบพันกีบผมก็เดินไม่รู้ไม่ชี้จากมาเสียก่อนป้าเลยตะโกนให้เพื่อนแม่ค้าจับตัวผมไว้ให้ไปเอาเงินทอนคืนป้าบอกว่า "ป้ากลัวบาปไม่เอาเงินเจ้าล้าๆ(เปล่าๆ)หรอก" น่าประทับใจจังเนาะคุณ</p><p>น้ำอ้อยกะทินี่เมื่อก่อนที่เชียงใหม่มีขายแม่เคยซื้อมาให้ผมกินบ่อยๆหรือไม่ก็ตอนที่พี่น้องที่มาจากอำเภอพร้าวมาเยี่ยมก็มักจะติดมือมาฝากผมทุกครั้ง (แต่เดี๋ยวนี้ผมหาในตลาดบ้านเราไม่เจอแล้ว) คนของหัวใจคุณเคยกินบ้างหรือเปล่าไม่รู้สิคุณเป็นคนในเมืองนี่นา</p><p>น้ำอ้อยทำมาจากอ้อยที่เขาตัดมาแล้วหีบเอาน้ำ (เครื่องหีบน้ำอ้อยหรืออีดอ้อยสลักจากไม้เป็นเกลียวสวยมากส่วนใหญ่ใช้แรงงานจากควายเดินวนรอบหลักชักให้อีดอ้อยทำงานน้ำอ้อยที่หีบออกมาก็เหมือนน้ำอ้อยสดที่เดี๋ยวนี้เขาใส่ขวดแช่เย็นขายนั่นเองครับผมเคยไปที่เมืองคอบภาคเหนือของลาวพี่น้องชาวลื้อตักน้ำอ้อยอุ่นๆมาให้ชิมอร่อยมากชาวลื้อเขามีคติว่า "พี่น้องมายามให้กินน้ำอ้อยอุ่นถือเป็นการต้อนรับที่อบอุ่น") </p>น้ำอ้อยที่คั้นได้จะถูกนำไปเคี่ยวในกระทะจนข้นมีสีน้ำตาลไหม้แล้วนำไปเทลงใส่แม่พิมพ์ที่ใช้ใบอ้อยมาทำเป็นวงๆแล้วปล่อยให้แห้งเรียกว่าน้ำอ้อยแว่นใช้สำหรับปรุงขนมหวานสำหรับน้ำอ้อยกะทินั้นจะปรุงในขณะที่เคี่ยวด้วยกะทิถั่วลิสงและงาขาวทำให้มีรสหอมหวานมันส่วนใหญ่ใช้กินเป็นขนมโดยตรงหรือผู้เฒ่ามักชอบกินกับข้าว <p>น่าแปลกที่ในตลาดเมืองไชยะฯน้ำอ้อยแว่นราคาสองพันกีบต่อแว่นในขณะที่น้ำอ้อยกะทิราคาแว่นละหนึ่งพันกีบ</p><p>หากคุณมาที่ตลาดเช้าเมืองไชยะบุรีคนของหัวใจคุณจะได้พบสินค้าหลายประเภทที่หายไปจากบ้านเราเช่นน้ำอ้อยกะทิผักขี้หูดข้าวก่ำน้ำผักปลาเอิบปลาแห้งตัวปลาเพี้ยตัวโตๆส่วนใหญ่เป็นของจากธรรมชาติหรือปลูกโดยใช้วิถีธรรมชาติเขาปลูกไว้กินในครัวเรือนก่อนเมื่อเหลือกินแล้วจึงนำมาวางขายในตลาดคนละห้ากำสิบกำปูปลาเป็ดไก่ของบ้านเขาก็เลี้ยงแบบธรรมชาติไม่ได้เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมด้วยหัวอาหารให้เป็นแบบเครื่องจักรกลที่แปลงหัวอาหารให้เนื้อเป็นโปรตีนเหมือนบ้านเรา</p>ราคาของข้าวปลาอาหารในตลาดเช้าเมืองไชยะเท่าที่ผมได้ซื้อหามีดังต่อไปนี้ <p>ข้าวเหนียวหกพันกีบต่อกิโลกรัม (๒๑บาทต่อกิโล)</p><p>เนื้อหมูปิ้งไส้อั่วห้าพันถึงสิบพันกีบต่อไม้ (๑๗ถึงสามสิบห้าบาท)</p><p>ปลาเอิบ(ปลาปิ้ง) แปดพันกีบต่อตัว (๒๘บาทต่อตัว)</p><p>ส้มผักแจ่วห่อละสองพันกีบ (๗บาท)</p><p>หมกทุกชนิดเช่นปลาไข่ปลาไก่ไคปูลิ้นฟ้าห่อละสองพันกีบ (๗บาท)</p>
ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ข้าวต้มหัวหงอก ห่อละหนึ่งพันกีบ (๓.๕๐ บาท)
มะพร้าวอ่อนลูกละสามพันกีบ (๑๐บาท)
เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว ชามละสิบพันกีบ (สามสิบห้าบาท)
</font><p>ราคาอาหารในร้านอาหารประเภทต้มลาบผัดจานละยี่สิบพันกีบ ( เจ็ดสิบบาท)</p><p>อยากให้คุณคนของหัวใจมาด้วยจังเลยครับ</p></strong>
ผมไม่ทราบว่ากินน้ำตาลอ้อยครั้งสุดท้ายเมื่อใด นานนนนนนน มาก มาพบที่คุณพาลียนเอามาฝากลองชิมแล้วอร่อยมากครับหอมและมันด้วยถั่ว ผมได้รับของฝากชิ้นนี้อีกครั้งเมื่อเพื่อนร่วมงานอีกคนซื้อติดมือเมื่อแม่ค้าหาบของมาขายและมีน้ำอ้อยมาด้วย ผมได้ไปก้อนหนึ่ง เมื่อเข้าหมู่บ้านไปเก็บข้อมูล ไปคุยกับชาวบ้าน ก่อนเดินทางกลับผมเห็นสาวนางหนึ่งอุ้มลูกมอมแมมในมือถือข้าวก้อนหนึ่ง ผมสงสัยว่ามีอะไรในมืออีกที่เป็นกับที่กินกับข้าวเหนียว ผมขอให้เธอแบมือดู พบว่าเป็นข้าวเหนียวกินกับเกลือครับ มีเกลือโรยอยู่ข้างบน ผมถามว่า ทำไมไม่มีกับข้ว เขาบอกเขาจนไม่มีอะไรกิน ผมถามต่อว่าแล้วลูกที่อุ้มนี่เล่ากินอะไร เขาบอกว่ากินเหมือนกัน.......โอยคุณเอ๋ย...ผมเลยเอาน้ำตาลอ้อยนั้นยกให้เขาไป.... เธอยิ้มแล้วบอกว่า ขอบใจ...เจ้า..?????
ผมบอกว่าไปละนะ เธอบอกว่า อื่อ ....ไปดี.....
อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ ทั้งเนื้อหาในเรื่อง"สิ่งที่บ้านเราไม่มีอีกแล้ว" เป็นเครื่องเตือนใจได้อย่างดีว่าสังคมไทยเป็นสังคมนักบริโภคโดยมิได้สร้างทดแทนขนาดไหน..
ประทับใจคุณป้าที่กลัวบาปด้วยค่ะ
ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังนะคะ จริงๆ แล้วคงต้องขอบคุณคุณ"คนของหัวใจ"ด้วยค่ะ ^ ^
น้ำใจ๋ใสสุทธิ์แท้ เนอเฮา แต๊เนอ
เงินคนอื่นเขาบ่เอา ง่ายได้
จิตเขาอยู่แนบเนา ในศีล ธรรมเอ่
ใจ๋เขาสอนเขาไซร้ แม่นแท้ คนตรง
ด้วยความปรารถนาดีจาก ลุงหนาน พรหมมา
อิอิ มาพิสูจน์อักษรจ้ะ
"ป้ากลัวปาบไม่เอาเงินเจ้าล้าๆ(เปล่าๆ)หรอก"
อ้ายเปลี่ยนขา หนิงวาน่าสิเป็น บาป แมนบ่ออ้าย
ขอบคุณทุกท่านที่มาเยือนบันทึกนี้ครับ
ขอบคุณเอื้อยแดงครับ อาวบ่กินข้าวเหนียวหลายปานใด หากแต่อาวกินข้าวหลาม ข้าวก่ำนึ่ง ข้าวต้มหัวหงอก ดอกครับ
ขอบคุณท่านพี่บางทราย กับการขยายความเรื่องน้ำอ้อยกะทิครับ
ขอบคุณอ.กมลวัลย์ครับ ที่แวะมาเยี่ยมเยือนครับ
ขอบคุณ . Little Jazz \(^o^)/ ครับ ความจริงผมกะจะตามรอยจากบันทึกคุณนะครับ แต่ไม่มีเวลาตระเวณเมืองหลวงพระบางเท่า แม้แต่ร้านกาแฟโรมายังไม่ได้แวะเลยครับ อาศัยผมทำตัวปลอมปนกับคนท้องถิ่นได้ง่าย เลยซื้อของได้ถูกครับ เช่นคืนที่ไปเดินกาดมืด แม่ค้าขายรูปวาดให้ผมคู่ละห้สิบพัน แล้วก็ขายให้คนไทยอีกคนใบละห้าสิบพันครับ
ขอบคุณพี่หนานพรหมมาที่แต่งกันโลงได้ม่วนงันแต้ๆครับ
และขอบคุณน้องสาวหนิง ฝ่ายพิสูจน์อักษรครับ