ช่วงเช้าของวันสุดท้าย เรารู้มาก่อนแล้วว่าจะได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Wit  ผมเองซึ่งดูหนังเรื่องนี้มาหลายครั้งและประทับใจมากๆ ตามบันทึกนี้ ก็ยังไม่รู้สึกเบื่อที่จะดู เพราะทุกครั้งที่ดู จะได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้ง และครั้งนี้ผมคิดว่าคงจะเป็นครั้งสำคัญ เพราะจะเป็นมุมมองในฐานะผู้เพิ่งผ่านการฝึกอบรมมาหยกๆ ผมก็อยากรู้ว่า ตนเองจะมีมุมมองอะไรที่เปลี่ยนไปมั๊ย
    เราย้ายไปดูในห้องประชุมที่มีจอภาพขนาดใหญ่เหมือนโรงหนัง นับเป็นจุดต่างจากสิ่งที่ผมดูมาทุกครั้ง เพราะภาพและเสียงดีมากๆ ระดับหนังโรง
    หมอ Rosalie เป็นคนดำเนินการช่วงนี้เองอย่างคุ้นกับมันนัก เพราะเธอจะใช้วิธีเปิดแล้วหยุดเป็นช่วงๆอย่างได้จังหวะ เพื่อให้วิเคราะห์กันเป็นตอนๆ ผมคิดว่าเธอทำได้ดีมากในการแบ่งช่วง ซึ่งมีอารมณ์และประเด็นที่ต่างกันไป โดยใช้เวลาทั้งครึ่งวันเช้ากับมัน


    ผมรู้ตัวเลยว่า ทุกครั้งที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมดูและ คิด มากกว่า รู้สึก เพราะจะต้องคิดว่า ตัวละครแสดงอะไรบ้าง  คนไหนทำดี คนไหนทำไม่ดีอย่างไร มันเกี่ยวข้องอะไร จะสอนคนดูต่อไปในประเด็นไหน  แต่ครั้งนี้ผมดูแบบพยายาม คิดน้อยลง แต่ รู้สึกมากขึ้น ถึงจะต้องวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการจัดประสบการณ์ก็ตาม
    ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า ตัวผู้แสดงนำในเรื่อง คือ ศาสตราจารย์วิเวียน แบริ่ง เธอถนัดซ้าย ผมคิดว่า เขาต้องการบ่งบอก ความเป็นคนไม่ธรรมดาของเธอ
    ผมสังเกตเห็นรูปภาพรูปหนึ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงผู้ป่วย ซึ่งตรงกันกับภาพขนาดใหญ่ในห้องของอาจารย์ของผู้ป่วย ขณะสอนเขาในประเด็นที่เป็นจุดหลักของเนื้อเรื่อง คือ ความตาย เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตเห็นภาพของนักบุญเซบาสเตียน และก็เป็นประเด็นที่เราคุยกันในห้องว่า คือภาพอะไร มีความหมายอะไรบ้าง
    ผมผ่านฉากที่ผมชอบนักชอบหนาอย่างประทับใจเหมือนทุกครั้ง คือ ฉากพยาบาลเอาไอศกรีมหวานเย็นมาให้ผู้ป่วยแล้วนั่งและเล็มมันด้วยกันอย่างสบายอารมณ์ดูง่ายๆ แต่บทพูดต่อไปนั้นเป็นเรื่องการไม่ช่วยฟื้นชีวิต หรือ DNR  do not resuscitate ซึ่งเรียกได้ว่า ยากทั้งการพูดถึงและการตัดสินใจ ไม่มีมุมมองใหม่ในฉากนี้ รู้แต่ว่ายังชอบ และมีหลายคนในกลุ่มชอบ
    แต่ครั้งนี้ ผมกลับมาประทับใจกับฉากที่อาจารย์ของผู้ป่วยมาเยี่ยมก่อนเสียชีวิต แล้ว กล่อม เธอให้สงบลงด้วยเรื่องง่ายๆอย่าง นิทานก่อนนอนเรื่องกระต่ายน้อย แทนการสอนปรัชญาสูงส่ง และในฐานะตัวแทนของสิ่งที่ผู้ป่วยขาดหาย คือ พ่อ เรียกได้ว่าเป็นความประทับใจที่เฉือนฉากอื่นขาดลอย แตกต่างจากการดูทุกครั้ง และเรียกได้ว่าเป็นฉากที่ทุกคนเสียน้ำตาในวันนั้น คงต้องย้ำครับว่า ทุกคนทั้งชายและหญิง
    ตอนจบของเรื่อง ผมรู้สึกว่าตัวเอง กลัว กลัวการพลัดพราก การสูญเสียตัวตนเหมือนกับตัวละครสำคัญในเรื่อง มองเห็นความเปราะบางของชีวิต มันง่ายเหลือเกินที่จะเกิดทุกข์ได้ทุกขณะ บางครั้งคาดไม่ถึง บางครั้งรู้ตัวล่วงหน้า


     Rosalie ทิ้งช่วงให้เรานั่งกันเงียบๆในความมืด จนกระทั่ง credits หลังภาพยนตร์ขึ้นจนหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน เพราะเวลาฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แพทย์ใช้ทุนหรือนักศึกษาทีไร มักจะต้องรีบๆปิด รีบๆคุยกัน ตามเวลาที่มีจำกัด ครั้งนี้จึงเหมือนกับเป็นการตอกย้ำสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ที่ว่า  บางครั้งเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์ความรู้สึก หรือร้องไห้ออกมา การตอบสนองที่ดีีที่สุด คือ เงียบและสงบนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์นั้นค่อยๆคลี่คลายก่อน มันเหมือนกับครั้งนี้ ผมรู้สึกได้เลยว่า Rosalie ปล่อยให้เราอยู่กับอารมณ์นั้นของตนเองระยะหนึ่งอย่างจงใจ อย่างไม่แทรกแซง เพราะเธอมาบอกตอนหลัง หลังจากเราย้ายกลับมานั่งรวมกลุ่มวิเคราะห์เมื่อพักเบรคแล้วว่า ช่วงที่ภาพยนตร์ฉายจบใหม่ๆ เธอรู้สึก ไม่เหมาะสม ที่จะคุยเลยทันที เพราะทุกคนกำลังมีอารมณ์กันสุดๆ


    ลองหาภาพยนตร์เรื่องนี้มาดูกันนะครับ แล้วลองแลกเปลี่ยนกันว่า ประทับใจตอนไหนบ้าง คงต้องย้ำนิดว่า ต้องดูหลายๆครั้ง แล้วสังเกตตัวเองไปด้วย ว่า คิด หรืิอ รู้สึก เปลี่ยนไปหรือเปล่า

๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๐

<<  APHN Diploma of Palliative Care ๒๖: พงศาวลี..ผังเครือญาติ genogram

APHN Diploma of Palliative Care ๒๘: พิธีกรรม..ภาพรวม  >>