ไม่จ้างคนอื่นกอด ไม่จ้างคนอื่นป้อน ไม่จ้างคนอื่นเล่นกับลูก ไม่จ้างคนอื่นอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

พลิกหนังสือ ชื่อ ป่วยทางจิต ผิดตรงไหน เขียนโดยคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

พลิกไปลองอ่านสักบท เรื่อง "ลูกเราไอคิวต่ำ"

ในฐานะเป็นนักการศึกษาเล็กน้อย  ... เนื้อหาบทความเกี่ยวข้องกับ "การเรียนรู้ของเด็ก" จึงให้ความสนใจอ่านจนจบบทความ พบว่า น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีเรื่องการเลี้ยงลูกตั้งแต่เล็ก มีสูตรว่า กอด - กิน - เล่น - อ่าน ... พูดถึงเรื่องเทคโนโลยคอมพิวเตอร์กับเด็กอีก

ที่สำคัญที่น่าสนใจคือ ประวัติคุณหมอผู้เขียน ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะ์ห์ เหมือนจะเป็นที่ทำงานเดียวกับ "คุณเบิร์ด"

สำนวนการเขียนช่างไม่ต่างกัน มีมุขฮา เป็นยก ๆ เล่าเรื่องราวด้วยความแนบเนียน หยอดวิชาการสักหน่อย พอกำลังอร่อยทีเดียว

ลองอ่านดูนะครับ รับรอง มีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะ พ่อแม่ที่กำลังมีลูกตัวน้อย หรือกำลังจะมี ครับ :)

 

 

" ลูกเราไอคิวต่ำ "

 

งานวิจัยมากกว่าหนึ่งชิ้นรายงานตรงกันว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กไทยวัยเรียน และวัยรุ่นมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

ระดับสติปัญญาปกติ คือ ๙๐ - ๑๑๐ ต่ำกว่าปกติ คือ น้อยกว่า ๙๐ หาก น้อยกว่า ๗๐ สามารถไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการทางสติปัญญาได้

นักวิชาการจำนวนมากยอมรับผลงานวิจัยในครั้งนี้ว่าท่าจะจริง และสถานการณ์ของเด็กบ้านเรากำลังน่าเป็นห่วง กล่าวคือ นอกจากโง่แล้วยังติดเกม ติดเน็ต ติดมือถือ ติดห้าง ติดฟาสต์ฟู้ด ติดเซ็กซ์ แต่ไม่ติดวัด

ผลวิเคราะห์เนชั่นแนวเทสต์ปีที่ผ่านมาก็พบว่า ค่าเฉลี่ยของเด็กทั่วประเทศ คือ สอบตก ตอกย้ำว่า หากเด็กไทยไม่โง่ก่อนเข้าเรียน ก็คือ ยิ่งเรียน ยิ่งโง่

เด็กนักเรียนลูกชนชั้นกลางที่ทำอะไรไม่เป็นเลย นอกจากเรียนนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า ยิ่งเรียน ยิ่งโง่ แล้วความโง่ก็ชักนำให้เขาติดอะไรต่อมิอะไรอย่างว่า ส่วนเด็กชาวนาในชนบทยังพอมีทางเลือกอยู่บ้าง เด็กประถมคนหนึ่ง หากอยู่บ้านสามารถปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา หรือ จับปลาด้วยตนเอง เด็กเหล่านี้วัดไอคิวได้เท่าไรก็ไม่สะท้อน "ความฉลาด" ที่เขามีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อไรที่เขาเรียนสูงขึ้น เขาจะเริ่มโ่ง่

การป้องกันมิให้ลูกของเราไอคิวต่ำไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องการลงทุนอะไรนอกจาก "เวลา"

 

ช่วงทารกถึงสามขวบปีแรก เป็นเวลาวิกฤตที่จะปูพื้นฐานโครงสร้างของสมองให้แข็งแรงและแน่นหนาอันจะเป็นรากฐานของเด็กไอคิวดีในวันข้างหน้า หากคุณพ่อคุณแม่ละิทิ้งโอกาสนี้ก็ถือว่า ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถหวนกลับมาแก้ตัวอีก

ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำมีสองอย่าง คือ กอด และ ให้อาหารที่ีมีประโยชน์

การกอดช่วยให้แขนงของเซลล์ประสาทนับล้าน ๆ ตัวในสมองสามารถเชื่อมต่อ และประสานกันหลายล้านตำแหน่งเกิดเป็นระบบการทำงานหลายสิบระบบ เปรียบเทียบกับเส้นทางรถไฟฟ้าหลายสายพาดกันไปมาเกิดเป็นสถานีร่วมหลายตำแหน่ง ผู้คนเดินทางไปมาทั่วทั้งมหานครสะดวกอย่างไร สัญญาณประสาทและความฉลาดของลูกก็วิ่งปรู๊ดปร๊าดไปมาในสมองได้คล่องแคล่วฉับไวเช่นนั้น

ทั้งนี้ ต้องรวมถึงการให้อาหารที่มีประโยชน์อยู่เรื่อย ๆ ด้วย

การไม่กอดลูก แล้วปล่อยให้ลูกกินขนมกรุบกรอบหน้าโทรทัศน์ จึงเป็นวิธีที่ทำให้เด็กโง่ได้ชะงัด

หากเลี้ยงลูกเช่นนี้แล้วลูกโง่ก็สมควร

 

( ... การกอด เหมือนใน GOTOKNOW เลยนะครับ :)

 

เมื่อลูกโตขึ้นอีกนิด คือ เป็นเด็กก่อนวัยเรียนประมาณ สามถึงเจ็ดขวบ  จะมีอีกสองปัจจัยที่ทำให้การพัฒาสติปัญญาเป็นไปด้วยดี คือ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก และ ภาษา

กล้ามเนื้อเล็ก คือ กล้ามเนื้อระหว่างนิ้วมือทั้งสิบ ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งร้อยมัด เป็นระบบกล้ามเนื้อที่สัตว์อื่นไม่มี สมองที่ดีและการฝึกที่ดีช่วยให้นิ้วมือทำงานได้ละเอียดอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ ในทางกลับกัน การฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือสามารถกระตุ้นให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์เจริญเติบโตมากขึ้นอีกด้วย

เรียกว่า "ความฉลาดทางนิ้วมือ" สามารถลัดสถานีไปพัฒนา "ความฉลาดทางสมอง"

การฝึกปรือนิ้วมือมิใช่ให้เพาะกล้ามนิ้วมือ แต่หมายถึง การใช้นิ้วทั้งสิบทุกทิศทาง และทุกมิติ จึงหมายถึง การเล่น เช่น ตบแผะ เป่ายิ้งฉุบ หมากเก็บ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ทอยกอง และหมายถึงงานศิลปะ เช่น ฉีกกระดาษ แปะกระดาษ ขย้ำดินเหนียว ปั้นดินน้ำมัน เล่นน้ำ เล่นทราย ไปจนถึงหยิบแท่งสีเทียน และพู่กันวาดรูปเล่นอย่างอิสระ

 

มิใช่ปล่อยให้ใช้แค่นิ้วโป้งกดรีโมตทีวี ปล่อยให้นิ้วมือวางอยู่บนคีย์บอร์ด รวมทั้งปล่อยให้ลูกกำเป็นอยู่เพียงอย่างเดียว คือ กำเมาส์

 

( ... การให้ลูกรู้จักใช้เทคโนโลยีให้พอเหมาะพอสมเป็นเรื่องที่สมควรดูแลครับ ไม่ปล่อยไปตามยถากรรม เคยได้ยินโรงเรียนอนุบาลในเมืองใหญ่ ๆ ให้เด็กรู้จักใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก แบบนี้ดีกว่า ลูกชาวบ้านที่จับแต่ขี้ดิน ขี้โคลนหรือเปล่าครับ :)

 

สำหรับพัฒนาทางภาษายิ่งง่าย เพียงคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน ตั้งแต่เด็กยังเด็ก ไม่ต้องมากขอเพียงปีละประมาณ ๓๐๐ คืน ทุนที่ลงไปนั้นจะผลิดอกออกผลงอกงามเก็บกินไม่รู้จักหมดไปตลอดชีวิตของเราและลูก ๆ

มิได้โม้ ลองทำกับลูกคนใหม่ดูสิครับ (ภรรยาคนเดิม)

 

( ... คุณหมอให้กอดลูกนะครับ ไม่ใช่ กอดภรรยาใหม่ อิ อิ :)

 

แต่ถ้าปล่อยให้ลูกรู้จักแต่ภาษาแชต ภาษาเอสเอ็มเอส ภาษากราฟิกอย่างหยาบ ปฏิสัมพันธ์กับคนในเน็ตโดยไม่เห็นหน้าตา ไม่มีโอกาสฝึกการตีความหมายของภาษาแบบบูรณาการคือ ตีีความหมายทั้งหมด ทั้งคำพูด สำเนียง น้ำเสียง สีหน้า และกิิริยาท่าทาง พัฒนาการของภาษาก็จะกระพร่องกระแพร่งไม่สมบูรณ์

 

( ... ประโยคนี้สะท้อนเรื่องราวของผู้ใหญ่ใน Gotoknow ไ้ด้ไหมครับ การตีความหมายและการสื่อสารแบบผิด ๆ ถูก ๆ อย่างที่ผมเปรย ๆ ไว้ ในบันทึก พฤติกรรมการตอบและโต้ความคิดเห็น ระหว่าง "ผู้เขียนบันทึก" กับ "ผู้แสดงความคิดเห็น"  :)

 

องค์ประกอบของไอคิวดีทั้งสี่ประการคือ การกอด อาหารดีมีประโยชน์ เล่นอิสระ และอ่านหนัีงสือให้ลูกฟัง เรียกสั้น ๆ ว่า กอด - กิน - เล่น - อ่าน (ไม่คล้องจองกันเลยว่ะ) เป็นการลงทุนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกระทำด้วยตนเอง จึงเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย กล่าวคือ

  • ไม่จ้างคนอื่นกอด
  • ไม่จ้างคนอื่นป้อน
  • ไม่จ้างคนอื่นเล่นกับลูก
  • ไม่จ้างคนอื่นอ่านหนังสือให้ลูกฟัง

 

( ... อย่าจ้าง อย่าจ้าง และ อย่าจ้างครับ .. ไม่พร้อม อย่าเพิ่งมีครับ ลูกน่ะ ไม่ใช่ ภรรยา เอะ หรือ ภรรยาด้วยหว่า อิ อิ  :)

  

การลงทุนทั้งหมดนี้ทำตั้งแต่เกิด พอเขาเป็นเด็กประถมจะได้ไม่ตกเกณฑ์วัดไอคิว เวลาสอบเนชั่นแนลเทสต์จะได้แต้มสูงกว่าค่าเฉลี่ย

ที่สำคัญคือ อีคิวก็ดีด้วยครับ

 

(Health Today ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๒ กันยายน ๒๕๔๗)

 

ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์.  ป่วยทางจิตผิดตรงไหน. 

        กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๙.

 

 

หวังว่า ผู้อ่านคงได้รับประโยชน์จากบันทึกนี้บ้างนะครับ

มีความคิดเห็นใด ๆ เขียนมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

ชื่นชมคุณหมอประเสริฐ ผู้เขียนบทความนี้ครับ 

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ :)