1. หลักสูตรการศึกษาฆ่าเด็กและครู
ค่ำโพล้เพล้วันวาน (14 ม.ค.51)
ขณะที่ครูวุฒิกำลังจะอ่านข้อความพาดหัว นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 ม.ค. 51
ยังมิทันที่จะให้ความรู้สึกใดต่อหัวข้อข่าวระดับตัวไม้ประจำวัน
พลัน.... ลูกค้าที่เป็นคนรู้จักกัน ในฐานะพี่น้องครูโรงเรียนใกล้เคียง ก็ขับรถมาจอดหน้าร้านด้วยท่าทางรีบร้อน (สังเกตจากขับมาเร็วและเบรกหยุดอย่างแรง)
พอมาถึง ก็หอบเอกสารชุดใหญ่ลงมาจากรถบอกให้ช่วยถ่ายสำเนา พร้อมแทรกเอกสารแก้ไขปรับปรุงให้ด้วย
เอกสารส่วนใหญ่ที่นำมาให้แก้ไขเป็นเอกสารแผนปฏิบัติราชการต่างๆในรอบ 2 ปีการศึกษาย้อนหลัง รวมทั้งสิ้นเกือบ 20 เล่ม
ส่วนเอกสารที่ครูวุฒิสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ...
หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 8 สาระ 2 กิจกรรม จำนวน 10 เล่ม
ที่แต่ละเล่มบรรจุด้วยข้อกำหนดและคำอธิบายรายละเอียดจนหนาปึก
สิ่งที่ให้แก้ไขก็คือ .......
เปลี่ยนปกจากหลักสูตรสถานศึกษา พ.ศ. 2546 ให้เป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2550
เปลี่ยนคำนำที่ด้านหน้าเปลี่ยนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงฯ และประกาศการใช้หลักสูตรฯ
ที่ภาคผนวกด้านหลังนอกนั้นเหมือนเดิม 100 %แล้วเข้าเล่มใหม่ บอกจะเอาพรุ่งนี้เช้า (15 ม.ค.)
ถาม... “ทำไมรีบนักล่ะครับ?เด็กๆเขาเลิกงานไปหมดแล้วล่ะครับ คงได้พรุ่งนี้เย็นๆ”
“สมศ. กำลังเข้าน่ะครับท่าน ผอ.เขาขอสำเนาเอกสารพวกนี้ 2 ชุด ส่วนหลักสูตรฯเขาก็ให้มีการปรับปรุงช่วยอนุเคราะห์หน่อยเถอะครับท่าน ผอ.”
เป็นคำตอบพร้อมคำอธิบาย ที่ฟังแล้ว “แหวว” บาดลึกในความรู้สึกของครูวุฒิจริงๆ
แต่นี่ ก็ไม่ใช่เทคนิก หรือนวัตกรรมใหม่อะไรนะครับ
เพราะ.... ส่วนใหญ่เขาก็ทำกันอย่างนี้แหละ....
เมื่อเขาอยากให้มีหลักสูตร เมื่อเขาอยากให้ปรับปรุง
ก็ทำๆกันไปเถอะ..... ทำเสร็จก็คือ "มี" (เอกสารให้ประเมินว่า"ผ่าน")
แต่มันช่างประจวบเหมาะ พอดิบพอดีอะไรจะปานนั้นกับหัวข้อข่าว นสพ. ที่เพิ่งอ่านไปหยกๆ
“ครู ระดับรอง ผอ.ร.ร. ล่ามโซ่ นร. ติดประจานไว้กับต้นไม้ที่ทางเข้า ร.ร. พร้อมประกาศให้นักเรียนทั้งโรงเรียนมาดู “สัตว์ประหลาด”
ว้าว.... อะไรจะไอเดียกระฉูดป่านนั้น.....
บอก... “เป็นการลงโทษที่เด็กเกเร ชอบหนีเรียนเป็นประจำ”
ก็คงแหงล่ะครับ....ถ้าตราบใด “หลักสูตรการศึกษาของไทย” ทั้งแกนกลางและท้องถิ่น ยังมีบริบทแบบขอไปทีอย่างที่ผ่านมา
เล่มทั้งเล่มที่หนาปึกบรรจุด้วยข้อกำหนดเนื้อหาสาระความรู้ (ที่กึ่งสำเร็จรูปแบบบะหมี่ซอง)ที่ถูกถ่ายทอดบอกต่อกันมาแล้วหลายชั่วคน
เช่น หลุยส์ ปาสเตอร์ ค้นพบจุลินทรีย์ เมื่อ พ.ศ. ...... เป็นต้น
ที่เด็กๆจะต้องจด จำ ทำรายงาน(เขียนตาม) และสร้างชิ้นงาน(มูลค่าหลายสิบถึงหลายร้อยบาท)
เพื่อเสนอผลงานตามแนวทางการเรียนการสอนแบบปฏิรูป(อะไรก็ไม่รู้) ให้ได้มากๆ
และในขณะเดียวกัน ก็มีการวัดผลประเมินผลแบบหรูเลิศเพริดแพร้ว อย่างที่มันสมองของครูบ้านนา อาจารย์บ้านนอก ต้องเออเร่อ....
โดยครูจะต้องใช้เครื่องมือวัด ประเมินพฤติกรรมและทักษะที่เกิดขึ้น ณ ขณะวัดอย่างละเอียด บันทึกลงในเอกสารมากมายหลายรูปแบบแล้วตัดสินผลการเรียนออกมาเป็นตัวเลข ที่ตีค่าความเป็นคนได้ว่า
4 = สมองเยี่ยม
3 = สมองดี
2 = สมองพอใช้ (ถูไถไปได้บ้าง)
1 = สมองขี้เลื่อย
0 = สมอง.... ปัญญา....
ซึ่งผลการตัดสินนี้ จะได้รับการบันทึกไว้ในแบบ ปพ. ตลอดชั่วอายุไขของเด็ก
เป็นตราบาปไปชั่วชีวิต หากติด 0 หรือได้แค่ 1
เรียกว่า “โง่ไปตลอดชาติ” เลยล่ะ หากพฤติกรรมและทักษะที่เกิดขึ้น ณ ขณะวัดหรือทำแบบทดสอบ ไม่เป็นไปตามที่กำหนด
นี่ไงครับ...สิ่งที่ครูวุฒิเรียกว่า....
“หลักสูตรฯฆ่าเด็กและครู”
เพราะเนื้อหาในหลักสูตรฯ ที่กำหนดไว้ มีมากมายมหาศาล
แต่ใช้ในชีวิตจริงไม่ได้
ยกเว้นใช้เป็นตัวนำทางให้จิ้ม ก ข ค ง จ ให้ตรงช่องที่ครูจะเจาะกระดาษเฉลยไปทาบจิ้มนับคะแนน หรือเครื่องคอมฯจะตรวจเจอ
อัดแน่นปึ๋งถึง 8 กลุ่มสาระ มาตั้งแต่ชั้น ป.1 โน่นเลยทีเดียว
ครูต้องพร่ำฉอดๆๆๆๆ ป้อนเนื้อหา เด็กหรือ.....ก็ระอารับกันไม่ไหว
สั่งทั้งการบอก กระทอกทั้งการบ้าน
กำหนดงานให้ไปทำซะ! ยังกะเด็กมีร้อยแปดพันมือ
เอากันชนิดแทบจะไม่ให้เหลือเวลาไปเล่นซุกซน(พัฒนาการโดยธรรมชาติ) ตามประสาเด็กกันเลย
ครูคณิตฯก็ให้ , ครูภาษาไทยก็สั่ง , ครูสัง(คม)ฯก็กำหนด , ครูอังกฤษก็จะเอา ……ฯลฯ ……..
เจอแบบนี้ เด็กที่พ่อแม่มีความรู้และมีเวลาให้ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย
เพราะพ่อแม่จะได้ชิดใกล้ ช่วยอธิบายซ้ำ ย้ำเพิ่มเติมช่วยลูกได้
แต่ลูกนายศักดิ์-นางมะลิวัลย์ , ลูกนายสายันต์-นางพรทิพย์ (ยุคตาสียายสา กำลังจะหมดไปแล้วล่ะ)
ที่อยู่กับพ่อใหญ่ พ่อตู้ แม่โส้น ที่งกๆเงิ่น เดินก็ไม่สะดวก
เพราะทั้งพ่อทั้งแม่ไปทำงานที่ กทม. และต่างจังหวัด นี่สิ
ใครจะช่วยอธิบายการบ้าน หรือพาอ่านหนังสือนิทานสนุกให้ฟังบ้าง
ไม่มี !
กลับถึงบ้าน ก็ทีวีเป็นพี่เลี้ยง
น้ำก็อาบบ้างไม่อาบบ้าง (ยกเว้นหน้าแล้งหน้าร้อน เพราะลำห้วยลำหนองจะพอช่วยได้)
ถึงวันใหม่..... ไปโรงเรียนด้วยเสื้อผ้านักเรียนชุดเก่า กลิ่นหึ่ง
เมื่อการบ้านก็ไม่มีส่ง ก็จะถูกลงโทษตามเคย
บ่อยครั้งเข้าครูเราก็คร่ำเคร่ง ตัวเด็กเองก็คร่ำเครียดแทบร้องไห้
สุดท้าย.... กลายเป็น “ความเกลียด ความชิงชัง” ไปโดยปริยาย
เหนื่อยหน่ายกับคำว่า “ขีดเขียน”
เห็นเรื่อง“เล่าเรียน” เป็นเรื่องน่าชัง
เกลียดแม้กระทั่งคนเป็น”ครู”
ทำตัวเป็นศัตรูกับคำว่า“โรงเรียน”
หลังจากนั้นก็มักหันเหเฉไฉไปทาง "ขี่มอไซค์ซิ่งดีกว่า , เหล้า-ยาช่วยได้ , พรรคพวกเจ๋งๆมากมาย , ฯลฯ ... แค่คิด....ฮื้อ.....สุขหัวใจกว่าอยู่โรงเรียนกับคุณครู(ผู้เป็นญาติกับแม่พันธุรัตน์)..เยอะ! "
หนักเข้า อะไรๆที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายทั้งปวงก็ตามมา ทั้งหญิงทั้งชาย
สุดท้าย(จริงๆ) .....
“ก็เสียคน”
******************************
ถึงเวลาแล้วหรือยังหนอ.....
ที่ “หลักสูตรแห่งความเป็นคน”
หรือ “หลักสูตรการศึกษาเพื่อชีวิต”
...ที่ช่วย...
“ฝึกฝนและแต้มแต่งความเป็นมนุษย์ให้มีจิตใจงดงาม ละเมียดละไม”
ซึ่งมีต้นแบบอยู่มากมายพอสมควรในประเทศไทย
จะได้มีโอกาสถูกนำมาใช้ในระบบการศึกษาของไทยทั้งระบบ
..... เสียที .....
*****************
เรา เสียที เสียที เสียที
ไปเท่าไหร่แล้วหนอ
- ชาวโรงเรียนอุตรดิตถ์แวะเข้ามาเยี่ยมชาวโรงเรียนโคกเพชรครับครูวุฒิ
- เปิดประเด็นปีใหม่เจาะหลักสูตรเลยนะครับ
- นวัตกรรมใหม่ๆก็คงเป็นอย่างครูวุฒิแจ้งมาเช่นปกและคณะทำงาน ก็คงต้องเฝ้ารอดูผลผลิตจากหลักสูตรนะครับว่าจะมีรูปร่างอย่างไร พิกลพิการหรือไม่
- ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เหมือนเดิมครับ ไม่ว่าจะเป็นปีเก่าหรือปีใหม่แล้ว ครูวุฒิยังเข้มข้นตลอด ที่โรงเรียนมีชื่อนี้เหมือนกันนะครับช่วยทำงานปกครองด้วย สุดยอดฝีมือจริงๆและได้รับการคัดเลือกจากคณะครูและนักเรียนลงคะแนนให้เป็นครูในดวงใจของโรงเรียนอุตรดิตถ์ด้วยครับ(ใช้แบบการเลือกตั้งเลย)