เมื่อตอนเช้าได้รับฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนป.เอกที่ มอ. ว่า ในเมืองปัตตานีเมื่อคืนจนถึงเกือบเช้ามีการปะทะกันหลายจุด ทำให้ระบบโทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ไปด้วย (เพื่อความปลอดภัยหรือโดนเผาก็ไม่ทราบได้) ซึ่งผมเองตอนเช้าดูแต่ข่าว ก็ไม่ได้ยินข่าวนี้นำเสนอผ่านทางโทรทัศน์เลย แต่ที่สังเกตเห็นตอนขับรถไปปัตตานีคือ ร่องรอยการเผายางรถบนถนนหลายจุด

จริงๆ อยากเขียนชมผลงานของหน่วยงานรัฐหลายวันแล้วครับแต่ไม่มีโอกาส เจอเรื่องเล่าเมื่อเช้า อารมณ์เลยเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ที่อยากเขียนชม เพราะหลายวันก่อนฟังรายการวิทยุ มีนายทหารคนหนึ่งกล่าวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า เขามองเห็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งคือ เขาไม่ได้มองว่า ประชาชนเป็นแนวร่วมของขบวนการแล้ว สิ่งที่เขามีความชัดเจนขึ้นคือ เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในชุมชน เขาพบว่า พลังของชุมชนมีความเข้มแข็งแต่พลังดังกล่าวไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้ อันเนื่องจากเดิมคนของรัฐเองก็มองว่า เขาเป็นแนวร่วมของขบวนการ การกระทำของชาวบ้านจึงเป็นที่จับตาของรัฐ ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่า ชาวบ้านพร้อมที่จะพัฒนาหากมีแรงหนุนอย่างจริงใจจากคนของรัฐ และให้ความปลอดภัยกับเขาได้

อือ. มองอย่างนี้ผมค่อนข้างสบายใจหน่อยครับ เพราะจริงๆ ผมก็เห็นแต่ภาพของความหวาดระแวงจากคนของรัฐต่อกลุ่มชุมชน เชื่อมัยครับหากทั้งสองฝ่ายคุยกันแบบระแวงกัน ก็ไม่เกิดความจริงใจ และก็ไม่สามารถที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ แต่หากทั้งสองฝ่ายเปิดใจ เข้าหากันอย่างบริสุทธิ์ใจ อะไรๆ ก็แก้ไขได้ครับ

เมื่อวานระหว่างพิธีเปิดอาคารหอพัก บังเอิญผมได้นั่งข้างๆ นายตำรวจท่านหนึ่ง แหม่ ลืมชื่อและตำแหน่งของท่านไปแล้ว จำได้ว่าตอนนี้ท่านประจำการอยู่ที่หาดใหญ่ และเคยมาทำงานในพื้นที่นี้ด้วย ท่านบอกว่า ท่านมาครั้งนี้ท่านสบายใจขึ้นมาก ท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมากครับ และที่สำคัญท่านบอกว่า ความก้าวหน้าและการพัฒนาทางด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคม ชุมชนในสามจังหวัด เพราะในปีๆ หนึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้รับเยาวชนในพื้นที่เข้ามาเรียน เรียนรู้หลักการศาสนาที่ถูกต้อง และสามารถนำไปสู่การประยุกต์กับการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง การพัฒนาทางการศึกษาให้กับเยาวชน การนำหลักการศาสนาที่ถูกต้องไปสู่สังคม จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่สันติในสามจังหวัดครับ

ผมฟังแนวคิดท่านแล้วอดยิ้มไม่ได้ครับ และผมก็เห็นด้วยกับท่าน เพราะเยาวชนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดไม่ได้รับการศึกษาถึงระดับขั้นที่สามารถประกอบอาชีพได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่ปัจจุบันการศึกษาเปิดกว้างสำหรับพวกเขาแล้วครับ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา แต่ยังมีอีกหลายสถาบัน เพียงแต่ว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะสามารถสร้างมุมมองใหม่สำหรับองค์ความรู้ในอิสลามสู่การดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันได้อย่างสง่างาม

ในใจผมแว็บไปอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมคิดว่า อันนี้คืออีกมุมมองหนึ่งที่เปลี่ยนไป ผมจำได้ว่าสถาบันแห่งนี้เดิมทีคนของรัฐก็ไม่ได้มองภาพมุมนี้เท่าไหร่นัก แถมบางครั้งเรายังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสำคัญในความไม่สงบเสียด้วยซ้ำ มีเจ้าหน้าที่หลายคนพยายามสืบหาข้อมูลจากภายนอกว่า สถาบันนี้รับเงินจากที่ไหน ผมหัวเราะกับการสืบหาข้อมูลนี้มาก เพราะผมไม่เคยเห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้รับเงินจากตะวันออกกลางมาบริหารเป็นเรื่องผิด และต้องเป็นความลับ ยังงงครับว่า ไม่ต้องไปถามใครข้างนอกหรอกครับ ถามจากเจ้าหน้าที่ จากทุกคนที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย ทุกคนจะให้ข้อมูลท่านได้อย่างถูกต้อง (อันนี้เป็นภาพในอดีตครับ ระแวงกันมากครับ)

แค่คำว่า "เข้าใจ" ผมว่าใช้เวลานานครับ แต่ยังงัยเงื่อนไขนี้เห็นเงื่อนไขหลักจริงๆ ครับที่จะนำไปสู่ความสงบสันติในสามจังหวัด