ที่น่าสนใจกว่่านั้น คือ การมีกติกาที่สร้างแรงจูงใจในการออม การทำความดี การช่วยเหลือคนอื่น เป็นการสร้างมิติทางสังคมที่เกิดจากความล้ำลึกของผู้นำ ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพและพลังการจัดการของชุมชนที่เหนือกว่ากลไกตลาดและกลไกรัฐ

ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา  ธกส.ประสบความสำเร็จในการลดขนาดของเงินกู้นอกระบบเหลือเพียง 10%   ทำให้คนหันมากู้ในระบบมากขึ้นเพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า (ด้วยการอุดหนุนคิดราคาตามต้นทุนเฉลี่ย)   แต่การอุดหนุนดอกเบี้ยต่ำก็สร้างปัญหา  เพราะเพิ่มความต้องการกู้ยืมมากขึ้น  ขณะที่ มีผลลดแรงจูงใจในการออม (คิดตามกลไกราคา)

  องค์กรชาวบ้านทำได้ดีกว่า  โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลและความสัมพันธ์ ที่มีอยู่  (เรียกหรูๆว่า ทุนทางสังคม)  ทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำ   (ต้นทุนอาจไม่ต่างจากสินเชื่อนอกระบบ  แต่ต่ำกว่าสินเชื่อในระบบแน่) ที่สำคัญคือ  มีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า   

เครื่องมือการจัดการความเสี่ยงขององค์กรการเงินชุมชนมีหลายชั้นมาก  ได้แก่  การมีส่วนและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินกองทุนนั้น    การบริหารจัดการเป็นคณะและใช้กระบวนการมีส่วนร่วม   การควบคุมจากภายใน เช่น ความซื่อสัตย์  สัจจะ  และความไว้วางใจ  การใช้บุคคลค้ำประกัน  และการให้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจที่จะทำตามกฎกติกา    ในขณะที่สินเชื่อในระบบ มีแต่เรื่องของการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  และยึดทรัพย์สินเพื่อชดเชยความเสียหายของเจ้าของเงิน 

อย่างไรก็ตาม   พบว่า  หลายชุมชนมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากเช่นกัน   เช่น ร้อยละ 24  ต่อปี  แต่ด้านหนึ่ง  กลุ่มได้จ่ายคืนให้สมาชิกในรูปเงินปันผล  อีกด้านหนึ่งอาจจ่ายคืนในรูปเงินสวัสดิการให้แก่สมาชิก  หรือในรูปสาธารณะประโยชน์ (สวัสดิการ) ของชุมชน    ดังนั้น  อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เรียกเก็บโดยองค์กรการเงินชุมชนจึงไม่ได้สูงตามตัวเลข  และน่าจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า   องค์กรการเงินชุมชนน่าจะมีดอกเบี้ยต่ำเพราะมีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำและความเสี่ยงที่จะไม่ได้เงินคืนต่ำ     

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ต่ำจึงทำให้องค์กรการเงินชุมชนเป็นทางเลือกใหม่สำหรับชาวบ้าน   เหมือนที่ครั้งหนึ่ง   สินเชื่อในระบบได้เข้ามาแทนสินเชื่อนอกระบบ  

ที่น่าสนใจกว่่านั้น  คือ  การมีกติกาที่สร้างแรงจูงใจในการออม  การทำความดี  การช่วยเหลือคนอื่น   เป็นการสร้างมิติทางสังคมที่เกิดจากความล้ำลึกของผู้นำ  ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพและพลังการจัดการของชุมชนที่เหนือกว่ากลไกตลาดและกลไกรัฐ  

อย่างไรก็ดี   ความต้องการสินเชื่อในชนบทยังคงมีอยู่  และมีมากขึ้นในยุคบริโภคนิยม  ทั้งสินเชื่อนอกระบบแบบเดิม  สินเชื่อในระบบ และสินเชื่อองค์กรการเงินชุมชน  จึงยังอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งสินเชื่อให้แก่ชาวบ้าน   แถมกองทุนการเงินในชุมชนยังมีอยู่หลายกองทุนด้วย

หลายคนบอกว่า   การมีหลายกองทุนเป็นปัญหา