วันที่ ๒๓ พ.ย. ๕๐ ผมได้รับ อี-เมล์ จากคุณชูสะอาด กันธรส แห่ง สกว. มีข้อความดังต่อไปนี้

         เรื่องนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แม้กระทั่งในคราวประชุมวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมา ได้มีการคาดการณ์อนาคตของกองทุนฯนี้ และมองสังคมไทยในอนาคตไว้ด้วยว่ากองทุนฯจะไม่สามารถจ่ายเงินคืนแก่ผู้ประกันตนที่จะเกษียณอายุในเวลาอันใกล้ และคนส่วนใหญ่ของสังคมไม่มีเงินบำนาญเลี้ยงดู  สังคมผู้ชราในอนาคตจะกลายเป็นภาระใหญ่ของสังคมไทย
สกว. เรามองเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง?

ขุมทรัพย์ประกันสังคม [8 พ.ย. 50 - 18:23]

         ท่านผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไร หากมีใครสักคนมาว่าจ้างให้ท่านไปนั่งบริหารเงิน 450,000 กว่าล้านบาท หรือในทางกลับกันหากท่านเป็นเจ้าของเงิน ท่านจะพิจารณาคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเช่นใดมาบริหารเงินก้อนนี้

         ที่ผมตั้งคำถามนี้กับท่านผู้อ่านเพราะรู้สึกไม่สบายใจ เมื่ออ่านข่าวพบว่าเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) สำนักงานประกันสังคม ใช้งบฯบริหาร 10% หรือเฉลี่ยปีละ 30 ล้านบาท ไปกับการดูงานต่างประเทศ   ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางไปยุโรปและอเมริกาปีละหลายๆครั้ง โดยใช้งบฯ เฉลี่ยครั้งละ 3 ล้านบาท สำหรับคณะ 20-30 คน โดยที่ไม่เคยชี้แจงต่อผู้เอาประกันตนหรือสาธารณชนว่า ได้รับประสบการณ์ความรู้อะไรบ้าง จากการเดินทางไปดูงาน หรือได้สารประโยชน์ใดมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

         มิหนำซ้ำข่าวที่ออกมากลับกลายเป็นตรงกันข้าม เช่น เมื่อวันที่ 20-29 ก.ย. ที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคมเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา แต่ในกำหนดการกลับเป็นการท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ ทั้งหาความสำราญในเมืองกาสิโนอย่างลาสเวกัส เยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล ล่องเรือชมภูมิทัศน์อ่าวซานฟรานซิสโก สะพานโกลเด้นเกทและคุกอัลคาทราส ช็อปปิ้งและรับประทานอาหารในภัตตาคารหรูหรา

         จนรู้สึกเหมือนว่า ผมให้เขาหักเงินเดือนละ 5% เพื่อให้บางคนไปเสพสุขในต่างประเทศ แทนที่จะเอาไปผ่อนเบาภาระความทุกข์ยาก ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน

         ผมไม่ได้นึกเสียดายเงินก้อนนี้ แต่รู้สึกเสียใจบ้างก็คือเงินที่เสียไป ไม่ได้ทำให้บอร์ดประกันสังคมรู้สึกตระหนักว่า ควรจะตอบแทนบุญคุณคนที่ให้ส่งเงินสมทบกองทุนฯ หรืออย่างน้อยก็ควรที่จะดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตนให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการรุมทึ้งเหมือนในอดีต
 
         เพราะในหลายๆปีที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ออกมาจากสำนักงานประกันสังคม ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดหาและดำเนินการระบบงานสารสนเทศแรงงาน หรือโครงการอี-เลเบอร์ มูลค่า 2,800 ล้านบาท โครงการจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร มูลค่า 500 ล้านบาท  หรือความไม่ชอบมาพากลในการลงทุนในหุ้นไทยธนาคาร 63 ล้านหุ้น มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท ที่ทำให้กองทุนฯต้องขาดทุนไปกว่า 200 ล้านบาท   ซึ่งล้วนเกี่ยวพันไปถึงนักการเมือง นายทุนพรรค หรือไม่ก็ลูกหลาน อดีตผู้บริหารกระทรวง

         ในขณะที่นักการเมืองและผู้บริหารกำลังเสวยสุข ใช้จ่ายเงินกองทุนฯ กันอย่างสนุกมือ แต่ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ประกันตนควรจะได้รับกลับลดลง

         ต้องไม่ลืมว่าเงิน 450,000 กว่าล้านบาท แม้จะดูเยอะ แต่เมื่อเทียบกับภาระที่กองทุนฯ ต้องจ่ายคืนผู้ประกันตนในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2557 ที่ผู้ประกันรุ่นแรกเกษียณอายุและจะได้รับเงินบำนาญ  เงินกองทุนฯ ก็จะเริ่มไหลออกและไหลออกเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้กองทุนฯที่ดูเหมือนจะมากในวันนี้หดเล็กลง จนต้องเพิ่มเปอร์เซ็นต์การหักเงินสมทบ เพื่อที่กองทุนฯจะได้ไม่ต้องติดลบ   ดังนั้น หน้าที่สำคัญของบอร์ดประกันสังคม จึงจำเป็นที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตน และพยายามสร้างผลกำไรให้กับกองทุนฯให้มากที่สุด ไม่ใช่การถลุงเงินกองทุนฯ เพื่อบำรุงบำเรอความสุขตัวเอง

         น่าเสียดายที่บอร์ดประกันสังคม แม้จะมาจากภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้าง แต่อำนาจการบริหารมักตกอยู่ในมือนักการเมืองและข้าราชการประจำ ทำให้กองทุนฯ กลายเป็นขุมทรัพย์ให้คนเลวได้กอบโกยอย่างไม่สิ้นสุด

         ผมต้องขออภัยสำนักงานประกันสังคม ที่นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเรียนรู้     ผมไม่มีเจตนาทำให้หน่วยงานนี้เสื่อมเสียใดๆ ทั้งสิ้น

         ผมไม่ทราบว่าเรื่องนี้ความจริงเป็นอย่างไร    จึงไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอนำมาเป็นอุทาหรณ์เล่าเรื่องชีวิตของผม ว่าผมระมัดระวังเรื่องนี้มาก จะไม่ยอมเสียชื่อกับการที่โดนผู้คนมองว่าหาเหตุไปเมืองนอกด้วยเงินของส่วนรวม     ที่จริงไม่ว่าหาผลประโยชน์ อันมิชอบแบบไหนๆ จากการทำงานสาธารณะ ผมระมัดระวังไม่ทำทั้งสิ้น     คือระมัดระวังไปที่ความรู้สึกของคนอื่น หรือระมัดระวังคนที่จ้อง “แทงข้างหลัง” ไม่ให้หาเหตุของเรื่องแบบนี้แทงหลังผมได้    

         แต่ยิ่งกว่าระมัดระวังเพื่อป้องกันตัวเอง  การไม่ประพฤติเช่นนี้เป็นการจรรโลงสังคม     เป็นการสร้างมาตรฐานความดีในสังคม    ที่เมื่อผมประพฤติปฏิบัติแล้วผมเกิดความปิติสุข     รู้สึกว่าเราสามารถบังคับควบคุมตัวเองได้     แม้จะมีโอกาส เราก็ไม่ทำ      เป็นการไม่ทำเพื่อจรรโลงความดี จรรโลงจริยธรรมที่ดี     ไม่ใช่แค่เพื่อแสดงว่าเราเป็นคนดี หรือเพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรูที่จ้องทำลายล้าง   ซึ่งยิ่งนับวันผมก็ยิ่งไม่มี เพราะผมไม่มุ่งต่อสู้แข่งขันแย่งชิงกับใคร

         เป็นชีวิตที่ระมัดระวัง    ไม่ปล่อยให้ตัวเองเผลอประพฤติไปตามแรงขับดันฝ่ายต่ำ      คอยฝึกสอนตัวเองให้ฝึกจิตฝ่ายสูง     สภาพโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้ได้หมั่นออกกำลังจิตใจฝ่ายสูง หักห้ามใจฝ่ายต่ำ     เป็นการเรียนรู้สูงสุดในชีวิต

วิจารณ์ พานิช
๑๖ พ.ย. ๕๐