การวิจัยเชิงประเมินเชิงระบบแบบรวมพลัง

         หากจะศึกษาทฤษฎีการประเมิน จะควรเริ่มจากการการคำตอบจากคำถามสองประการ คือ ประเมินทำไม(why) และประเมินอย่างไร (how) การประเมินมีวัตถุประสงค์เพื่อการตัดสินใจ(decision-oriented evaluation) เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้สารสนเทศสำหรับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหือเหตุการณ์ที่ได้รับการประเมินนั้น ๆ นักทฤษฎีที่เชื่อในแนวคิดนี้ เช่น Tylor ,ProvusและStufflebeam & other เป็นต้น   ส่วน การประเมินเพื่อตัดสินคุณค่า (value-oriented evaluation) เป็นกระบวนการที่นักประเมินตัดสินคุณค่าของสิ่งของและเหตุการณ์ที่มุ่งประเมินนั้น มีนักทฤษฎีที่เชื่อในแนวคิดนี้ คือ Scriven, Worthen & Sanders และ Apple เป็นต้น  ส่วนคำถามว่าประเมินอย่างไรนั้นการประเมินมีสองลักษณะ คือ การประเมินโดยยึดวิธีเชิงระบบ(system approach) เป็นการประเมินที่มีการวางแผนการประเมินและวิธีดำเนินการอย่างรัดกุม และเป็นระบบ สนับสนุนการใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการรวบรวมข้อมูล มีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อการประเมิน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและมีการสรุปผลตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ส่วนการประเมินโดยวิธีเชิงธรรมชาติ (naturalistic approach) นั้น เป็นการประเมินตามความเชื่อในปรัชญาอัตนัยนิยม(subjectivism) มีลักษณะการดำเนินการที่ยืดหยุ่น สนับสนุนการเก็บรวบรวมข้อมูลในสภาพธรรมชาติ เน้นการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยหลักการเชื่อมโยงเหตุผล เป็นต้น ซึ่งวิธีการประเมินเชิงธรรมชาตจะมีวิธีการ มุมมอง เครื่องมือ การรวบรวมข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแตกต่างจากการประเมินโดยยึดวิธีเชิงระบบ                 จากมิติวัตถุประสงค์และวิธีการประเมินดังกล่าว นักวิชาการได้จัดประเภทการประเมินออกได้ 4 กลุ่ม คือ                 กลุ่มที่ 1 กลุ่มการประเมินเพื่อการตัดสินใจโดยวิธีเชิงระบบ (system decision-oriented evaluation :SD model) เน้นการใช้วิธีเชิงระบบเพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร เช่น การวิเคราะห์ระบบ ,การวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย และเทคนิคการทบทวนและประเมินแผนงาน(PERT) เป็นต้น                กลุ่มที่ 2 กลุ่มการประเมินเพื่อการตัดสินใจโดยวิธีเชิงธรรมชาติ(naturalistic decision-oriented evaluation:ND model) เน้นการใช้วิธีเชิงธรรมชาติเพื่อการนำเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ของผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจ  ซึ่งมีรูปแบบวิธีการประเมิน อาทิเช่น วิธียึดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ,วิธีการบริหารจัดการ ตามทัศนะของ Rippy และวิธีประชาธิปไตย ตามทัศนะของ Mcdonald เป็นต้น                 กลุ่มที่ 3 กลุ่มการประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าโดยวิธีเชิงระบบ (system value-oriented :SV model) เน้นใช้วิธีเชิงระบบเพื่อให้นักประเมินทำการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหรือเหตุการณ์ที่ได้รับการประเมิน อาทิเช่น วิธียึดวัตถุประสงค์ตามทัศนะของ Scriven , วิธีพิพากษา ตามทัศนะของ Owens และ Wolf และวิธีการทางวิชาชีพ  เป็นต้น                 กลุ่มที่ 4 กลุ่มการประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าโดยวิธีเชิงธรรมชาติ (naturalistic value-oriented evaluation : NV model) เน้นใช้วิธีเชิงธรรมชาติเพื่อให้นักประเมินทำการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหรือเหตุการณ์ที่ได้รับการประเมิน อาทิเช่น วิธีวิพากษ์ ตามทัศนะของ Eisner  , วิธีประสิทธิผล ตามทัศนะของ Cuba & Lincoln  เป็นต้น                 กรอบแนวคิดรูปแบบการประเมิน CIPPI รูปแบบการประเมินเชิงระบบ( Context-Input-Process-Impact  : CIPPI) มีวัตถุประสงค์ของการประเมินเพื่อ การตัดสินใจเชิงระบบ  จากการประเมิน 5 ประเภท คือ 1)   การประเมินบริบท (context evaluation) เพื่อการตัดสินใจด้านวางแผนหรือกำหนดจุดมุ่งหมาย(planning decision) 2)   การประเมินปัจจัยป้อนเข้า (input evaluation)  เพื่อการตัดสินใจด้านการกำหนดโครงสร้างหรือรูปแบบการดำเนินงาน (structuring decision )3)   การประเมินกระบวนการ (process evaluation)  เพื่อการตัดสินใจในการนำไปปฏิบัติจริง (implementing decision)4)  การประเมินผลลัพธ์ (output evaluation) เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือขยายหรือยุบหรือเลิกโครงการ(recycling decision)5)   การประเมินผลกระทบ (impact evaluation) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ()relationship decision ) ของผลกระทบทั้งที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวังทั้งทางบวกและทางลบ เป็นต้น สำหรับผู้วิจัยที่จะนำรูปแบบการประเมินเชิงระบบ Context-Input-Process-Impact หรือ CIPPI ไปใช้ ควรทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมินแต่ละประเภทให้ชัดเจนและควรศึกษาแนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินแต่ละประเภทด้วย เพื่อให้ผู้วิจัยมีความไวต่อทฤษฎี (theoretical sensitivity) ที่จะนำไปสู่การกำหนดประเด็นเพื่อการประเมินที่เหมาะสมต่อไป  ซึ่งจากรูปแบบการประเมินดังกล่าวได้มีผู้สนใจ อาทิ รัติพร ภาธรธุวานนท์  นำไปใช้ในการนำเสนอเอกสารเชิงหลักการวิทยานิพนธ์  เรื่อง การประเมินการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นศึกษามหาสารคม เขต 1”  ซึ่งเป็นการวิจัยในกลุ่มการประเมินเพื่อตัดสินใจโดยวิธีเชิงระบบอิงกับรูปแบบการประเมินที่ รศ.ดร.วิโรจน์ สารรัตนะได้พัฒนาขึ้น นอกจากนั้นยังได้นำเอาวิธีการประเมินในกลุ่มการประเมินเพื่อตัดสินใจโดยวิธีเชิงธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ด้วยคือ วิธีการประเมินแบบรวมพลัง(collaboration evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินที่รวมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มมาร่วมมือรวมพลังช่วยกันประเมิน นักประเมินและผู้มีส่วนได้เสียต่างมีสิทธิเท่ากันในการตัดสินใจ  กิจกรรมการประเมินที่สำคัญคือ การประชุมปรึกษาหารือให้ความรู้จนสมาชิกมีความรู้ใกล้เคียงกัน  ส่วนการประเมินประกอบด้วย ขั้นการรวมพลังสำรวจจุดเด่นจุดด้อย  ขั้นการรวมพลังกำหนดเป้าหมายการประเมิน ขั้นการรวมพลังกำหนดรูปแบบและวิธีดำเนินการ และขั้นรวมพลังวิเคราะห์ผลการดำเนินการเทียบกับเป้าหมาย และใช้ผลการประเมิน ดังนั้น  จะเห็นได้ว่ารูปแบบการวิจัยเชิงประเมินเชิงระบบแบบรวมพลัง เป็นรูปแบบและวิธีการวิจัยที่จะส่งผลดีต่อการได้มาซึ่งสารสนเทศสำหรับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและในการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหรือเหตุการณ์ที่ได้รับการประเมินที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และเพื่อก่อให้เกิดพลังเสริมที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผลจากการวิจัยได้รับการนำไปปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น