สวัสดีค่ะ
วันพฤหัสที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปพูดเรื่อง KM ในองค์กร ให้กับผู้บริหารในศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ซึ่งก็เรียนในที่ประชุมว่าไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เลย เพราะอาศัยว่าเคยมีโอกาสติดตามช่วยงานเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับกิจกรรมความรู้เรื่องเบาหวานกับอาจารย์วัลลา ตันตโยทัย สมัยที่อยู่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ทำให้พอทราบว่า KM มีประโยชน์หลายประการในการพัฒนาความรู้ทั้งภายในและนอกองค์กร ทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งในส่วนของงาน คน รวมทั้งองค์กร
ดิฉันค้นข้อมูลจากจดหมายข่าว ถักทอสายใยความรู้ ของ ส.ค.ส. และอ่านๆๆๆ พร้อมทั้งสรุปประเด็นที่น่าสนใจเพื่อนำเสนอ หลังการนำเสนอ
ศ.นพ. ประพันธ์ ภานุภาค บอกว่าชอบคำว่า KM ช่วยดึงความรู้ที่ซ่อนเร้น ออกมาเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง เพราะในประชุมก่อนหน้านี้อาจารย์ก็เคยพูดว่าอาจารย์ว่าคิดพวกเราอาจยังดึงเอาศักยภาพออกมาใช้ได้ไม่หมด ทั้งนี้จากปัจจัยหลายๆอย่างด้วยกัน หากนำเอา KM มาใช้ที่นี่ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก
หลายท่านในที่ประชุมคิดว่า เราก็ทำหลายๆอย่างๆที่มีอยู่ใน KM อยู่แล้วเพียงแต่ขาดคนที่จะมาขับเคลื่อนทำให้เกิดความต่อเนื่อง และอาจมีปัญหาเรื่องอัตรากำลัง ทำให้เวลาที่จะมานั่งคุย แลกเปลี่ยนและAAR กันเวลาจบงานใดงานหนึ่งมันเป็นไปได้ยาก
ท่านอาจารย์ประพันธ์จึงมอบหมาย คุณรพีพรรณ นักวิชาการ และคุณสมศรี หัวหน้างานวิชาการของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ซึ่งมีความรู้เรื่อง KM ค่อนข้างดีรับผิดชอบหลักเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น โดยคุณรพีพรรณเสนอในการจัดกิจกรรมนำร่องการจัดการความรู้ในวันรุ่งขึ้นเลย เพื่อตีเหล็กในขณะร้อน โดยเน้นเรื่องของภาพศูนย์วิจัยในอนาคต เป้าหมายเพื่อหาเป้าหมายหรือทิศทางขององค์กรจากมุมมองของคนทำงาน และจะขยายไปสู่ทุกหน่วยงานเพื่อหาเป้าหมายที่มาจากทุกคนในองค์กร ในขณะเดียวกันก็เล่าให้ฟังถึงประโยชน์ของ KM ในงานของพวกเรา ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และสนุกสนานค่ะ
จุรีย์พร จันทรภักดี
พยาบาล โภชนาการ โครงการท่าจีน
ดีใจที่คุณจุรีย์พรได้นำประสบการณ์ KM ไปขยายผลต่อ ขอเป็นกำลังใจให้ความตั้งใจที่ดีนี้ประสบความสำเร็จ
ต้องขอบพระคุณอาจารย์วัลลามากๆค่ะที่ให้โอกาสได้ทำความรู้จักและมีประสบการณ์กับ KM ทำให้ทราบว่ามีประโยชน์มากมาย
หลายๆท่านที่ได้ฟัง KM ในวันนั้นให้ความเห็นว่า KM ก็คือสิ่งเก่าที่เคยทำกันมาอยู่แล้ว (ถ้ามองตามกระบวนการต่างๆของ KM) แต่พรมีความเห็นว่าที่ส.ค.ส.จับเรื่องนี้ขึ้นมาเสริมกับการพัฒนาคุณภาพต่างๆ อาจเป็นเพราะลักษณะนิสัยของคนไทยที่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นการเล่า การชื่นชม หรือการเสนอข้อคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การทำงานเป็นทีม ดังนั้นหลักๆของ KM จึงเน้นเรื่องของการเล่า การแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งช่วยสร้างทีมและต่อยอดความรู้ให้คนในทีมได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเรียนผิดเรียนถูกด้วยตนเอง ซึ่งอาจไม่ทันกับโลกที่นับวันจะหมุนเร็วขึ้นทุกทีๆค่ะ