ใบเหลือง ใบแดง

พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทย

การประชุมเครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย ได้สัมมนาทางวิชาการเรื่อง ผลการเลือกตั้งไทยกับใบเหลือง ใบแดง ที่ กกต. ควรพิจารณา  ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

ในการประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการเลือกตั้งของไทยทั้ง 4 ภูมิภาค ซึ่ง ภาคเหนือ ได้มี ดร. จันทนา สุทธิจารี อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำเสนอภาพรวมพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชนในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ว่า จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมของการลงคะแนนเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ มองในเชิงตัวบุคคลมากกว่า เชิงนโยบายของพรรค และมีพฤติกรรมการซื้อเสียงล่วงหน้า โดยวิธีการต่างๆ เช่น กรณีการให้เงินแก่นักศึกษาเพื่อเข้าฟังการปราศรัยหาเสียง การซื้อเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ พฤติกรรมของนักการเมืองก็มีกลวิธีในการหาเสียงที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ทุนของแต่ละคน เช่น กรณีป้ายหาเสียงบางพรรค แม้จะมีผู้สมัคร 3 คน แต่ป้ายหาเสียงของผู้มีทุนมากกว่า จะมีหน้าปรากฏใหญ่กว่า มีชื่อใหญ่กว่า หรือ โดดเด่นกว่า เป็นต้น กรณีนี้เป็นเหตุให้มีคะแนนเสียงที่ เรียกว่า ลูกโดด หรือมาคนเดียวได้

ทางด้านพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชนในภาคใต้ ได้นำเสนอโดย ดร. ณรงค์ บุญสวยขวัญ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรม ราช ได้นำเสนอว่า พฤติกรรมของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการตื่นตัวสูงในทางการเมืองโดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ผ่านมาในประเด็นต่างๆ เช่น เรื่องตัวเลขของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ชาวบ้านลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส. มากขึ้น ในนามของพรรคอื่นๆ นอกจากนั้นประเด็นในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่อง ของการลงสมัคร ส.ส. เขต 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช ของนายสัมพันธ์ ทองสมัคร ซึ่งแต่เดิมมีการประกาศว่า ไม่ลงสมัครใน ส.ส. เขต 1 และการช่วงชิงของผู้สมัครต่างๆ เพื่อลงสมัครในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ การออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ พฤติกรรมการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้เวทีปราศรัยใหญ่ ในเรื่องการซื้อเสียงเป็นไปในรูปแบบการให้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ค่าน้ำชา กาแฟ มากกว่า ก็มีบ้าง และได้พูดถึงประเด็นของความไม่ค่อยมีประสิทธิภาพของ กกต. ที่มาของการสรรหาเจ้าหน้าที่  กกต. ประจำหน่วยเลือกตั้ง ไม่ค่อยโปร่งใส กรณีการฟ้องร้องของนายสุรชัย แซ่ด่าน ต่อนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีการนำเสนอโดย ดร.วิเชียร ตัณศิริคงคล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เสนอว่า การเมืองการเลือกตั้งของประชาชนในภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม ได้เสนอมุมมองในมิติต่าง ๆเช่น การเลือกตั้งของประชาชนจากการพิจารณาถึงนโยบายพรรคการเมือง การเลือกตั้งของประชาชนโดยเลือกเฉพาะตัวบุคคล และการเลือกตั้งโดยระบบอุปถัมภ์  ในครั้งนี้ การเลือกตั้งของประชาชน ได้นิยมนโยบายพรรคการเมืองมากกว่าการเลือกตัวบุคคล ซึ่งในอดีต ตัวบุคคลมีบทบาทสูงมากในการลงคะแนนเสียงของประชาชน และปรากฏการณ์ทางการเมืองของจังหวัดมหาสารคาม ได้มีมาก่อนหน้าการเลือกตั้ง เช่น มีการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองเป็นทางการและที่ไม่เป็นทางการเมืองขึ้นมาก่อนแล้ว ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่  การให้เงินก่อน และไม่มีคืนหมาหอน เป็นการรักษาความลับซึ่งกันและกัน ส่วนทางด้าน กกต. พบว่า การทำสำนวนของ กกต. ส่วนใหญ่เป็นใบขาว คือ ไม่มีหลักฐานชัดเจน มากกว่า ใบเหลืองหรือใบแดง องค์กร กกต. เป็นเหมือนรูปสามเหลี่ยมหัวคว่ำ ซึ่งอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ 5 เสือ กกต. ซึ่งอยู่ในส่วนกลาง ข้อสังเกตคือ น่าจะมีการปฏิรูปองค์กร กกต. ก่อนกำหนดให้มีการเลือกตั้ง

ในส่วนของภาคกลาง ดร. ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความแตกต่างระหว่างขั้วทางความคิด  ซึ่งชนชั้นกลางได้ออกมาลงคะแนนเสียงมากขึ้น และส่งผลให้มีผลต่อคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์บ้านมีรั้ว และบ้านไม่มีรั้วขึ้น คือบ้านมีรั้วส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านไม่มีรั้วส่วนใหญ่เลือกพรรคพลังประชาชน ส่วนพฤติกรรมการซื้อเสียงก็มีแบบติดปลายนวมกันบ้าง เช่น ผ่านผู้นำชุมชน (600 บาท) หรือ การเข้าชุมชน เช่น ร้านเสริมสวย ส่วนวิธีการหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. ภาคกลาง ส่วนใหญ่ แล้ว ประชาชนนั้นได้มีการเลือกพรรคที่อยู่ในพื้นที่เช่น สุพรรณบุรี ก็พรรคชาติไทย ทั้งหมด เป็นต้น

และที่สำคัญได้มีนักวิชาการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ จากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เช่น   รศ.ดร. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน  ดร. ณัฎฐา วินิจนัยภาค จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อาจารย์ คมสัน โพธิ์คง รศ. วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช     รศ.ดร. โกวิทย์ พวงงาม จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายสมชาย สหนันทพร พ.ต.ท. พีระ วิชากรกุล นักวิชาการอิสระ เป็นต้น ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนในเวทีสัมมนา ในเรื่อง พฤติกรรมการเลือกตั้ง การดำเนินงาน ของ กกต. มีประสิทธิภาพหรือไม่อย่างไร ? 

รศ.ดร. โกวิทย์ พวงงาม ได้แลกเปลี่ยนว่า การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นั้นและผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น เป็นอารมณ์ ความรู้สึกของคน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน ได้แก่ เอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณ และผลสรุปของการเลือกตั้งที่ออกมาก็เป็นไปตามขั้วทางการเมืองที่กล่าวมาอย่างชัดเจน และในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ทำให้พรรคการเมืองขนาดกลาง มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงขึ้นและ ส.ส. มีอำนาจอิสระในการต่อรองกับพรรคการเมือง และในอนาคตไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก  

ส่วนทางด้านอาจารย์คมสัน โพธิ์คง ได้เสนอว่า ในขณะนี้ นักการเมืองทุกพรรคส่วนใหญ่คิดถึงผลประโยชน์มากกว่า จึงได้มีการทำงานร่วมกันอีก อำนาจต่อรองอยู่ที่ตัวบุคคล

และที่ประชุมได้มีมติในการทำจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยมีข้อความโดยสรุป 3 ประเด็นได้แก่

1)   การสืบสวนสอบสวนพิจารณาเพื่อให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำการอันเป็นการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ ให้ได้และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้บุคคลซึ่งเป็นผู้สุจริตในการเลือกตั้ง เพื่อเป็นปากเสียงให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

2)   ขอให้มีการเร่งรัดสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการยุบพรรคการเมืองที่มีหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลา 5ปี

3)   ขอให้เร่งรัดให้มีการสืบสวนสอบสวนการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนต่อแนวทางการปฏิบัติที่ดีงามตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550

นอกจากนั้นยังเป็นการให้กำลังใจต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งต่อไป ไม่หวั่นในอิทธิพลหรือกลุ่มการเมืองใด เพื่อสรรหาบุคคลที่มีความดีงาม ซื่อสัตย์สุจริต เข้ามาทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป