แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งเนื่องมาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามส่วนมากยังละเลยต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งสังเกตเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ค่อนข้างต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนประเภทอื่น ๆ (ตามที่เคยรับรู้กัน) ปรากฏการณ์เช่นนี้ผมขอเรียกว่า “การบริหารโรงเรียนโดยใช้ค่าหัวเป็นฐาน”

 ปอเนาะนิยาม และพัฒนาการ 

         ปอเนาะ  เป็นสถาบันจัดการเรียนการสอนอิสลามที่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง    เพราะสถาบันนี้เป็นสถานที่ที่อบรมสั่งสอนและขัดเกลาจิตใจบุตรหลานของมุสลิมให้เป็นคนดี  มีความรู้คู่คุณธรรม  สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้อง   

               สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ฉบับทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)สงขลา ฉบับ พ.ศ.๒๕๒๙ เล่ม ๗ ระบุความเป็นมาว่าเชื่อกันว่าปอเนาะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์แล้วแพร่มาสู่เอเชียที่ประเทศมาเลเซียก่อนต่อมาจึงแพร่เข้าสู่เส้นทางใต้ของประเทศไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเริ่มที่ปัตตานีเป็นแห่งแรกแล้วขยายไปสู่ท้องถิ่นที่มีชาวไทยมุสลิมทั้งในภาคใต้และภาคกลาง(วีระศักดิ์   จันทร์ส่งแสง.ความจริง ความงาม ความดี ที่ปอเนาะ)                    

               ปอเนาะ เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า "ฟุนดุก" (Pondok)ซึ่งเป็นภาษาอาหรับและมีความหมายว่าบ้านหลังเล็กๆ ที่มีลักษณะคล้ายกระท่อม หรือกระต๊อบ   ซึ่งสามารถสรุปลักษณะเด่นของปอเนาะได้ ดังนี้

                      -          ผู้สอนได้แก่โต๊ะครู หรือ บาบอซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือเป็นปราชญ์ที่มีความรู้ทางศาสนาที่ประชาชนยอมรับนับถือ   มีลูกศิษย์ที่ผ่านการรับรองจากโต๊ะครูมาช่วยสอน

                   -          มีหลักสูตรไม่แน่นอน  ขึ้นอยู่กับความต้องการของโต๊ะครูผู้สอนและผู้เรียนว่าต้องการจะเรียนรู้อะไรมากน้อยเท่าใด

                   -          ระยะเวลาเรียนและชั้นเรียนยืดหยุ่นตามความจำเป็นของผู้เรียนและผู้สอน

                     -          ไม่มีระบบวัดและประเมินผลทางการเรียน   ขึ้นอยู่กับความพอใจ  ความเหมาะสม  การวินิจฉัยของผู้สอนและผู้เรียนว่าเพียงพอหรือยัง และไม่มีหลักฐานรับรองวุฒิ

                   -          แบบเรียนหรือสื่อ  ใช้อัลกุรอ่าน   และหนังสือเรียนที่เรียกว่ากีตาบ    ซึ่งมีจำนวนมากหลายวิชา 

                  -          สถานที่เรียนใช้บ้านโต๊ะครูหรือสร้างห้องเรียนที่เรียกว่า บาลัยเป็นสถานที่เรียนและสถานที่ประกอบศาสนกิจ   ผู้เรียนจะปลูกกระต๊อบหรือกระท่อมพักอาศัยอยู่รอบ ๆ  บ้านโต๊ะครู เรียกว่า ปอเนาะ หรือ ปอนด็อก

               -          ผู้เรียนมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงแต่แยกสถานที่เรียน  อย่างเด็ดขาด    สำหรับที่พักแยกกันให้เห็นอย่างเด่นชัด

                -          ไม่จำกัดอายุของผู้เรียนมีตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา

              -          ระบบบริหารจัดการขึ้นอยู่กับโต๊ะครูเป็นผู้วางระบบ  ระเบียบ  กฎกติกาตามความเหมาะสม   บางแห่งก็เคร่งครัด  บางแห่งยืดหยุ่นบ้าง                         

              ความหมายดังกล่าวนี้ได้สะท้อนภาพและลักษณะของสถาบันการศึกษารูปแบบนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากปอเนาะเป็นโรงเรียนที่มีลักษณะของการอยู่ประจำหรือโรงเรียนกิน-นอน  โดยที่จำนวนบ้านพักหรือกระท่อมที่พักของนักเรียนที่ตั้งเรียงรายอยู่ในปอเนาะต่างๆสะท้อนถึงความนิยมในตัว "โต๊ะครู" หรือครูผู้สอนได้เป็นอย่างดี    การเรียนในปอเนาะนั้นถือได้ว่าเป็นการเรียนที่ยึดหลักความศรัทธาและความเคารพนับถือเป็นสำคัญ คือศรัทธาในศาสนาอิสลามและเคารพนับถือในตัวครูผู้สอนหรือ "โต๊ะครู"(ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร. ปอเนาะกับความมั่นคงของชาติ) 

                    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) เขตการศึกษา ๒ ระบุว่ากระทรวงศึกษาธิการ ประกาศระเบียบกระทรวงฯ ว่าด้วยการปรับปรุงส่งเสริมปอเนาะออกมาเมื่อปี ๒๕๐๔ สาระสำคัญคือ ให้ปอเนาะยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนต่อทางราชการ   

             ต่อมาในปี ๒๕๐๘ รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีให้ปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้วแปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานให้มีหลักสูตรการสอน มีชั้นเรียน โต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ มีระยะจบการศึกษาที่แน่นอนและให้เปิดสอนวิชาสามัญด้วย       

            ทางราชการจะช่วยเหลือส่งเสริมโดยการให้เงินอุดหนุนส่งครูไปช่วยสอนวิชาสามัญ และผ่อนปรนในเรื่องคุณสมบัติบางประการของเจ้าของผู้จัดการ ครูใหญ่ และครูผู้สอน โดยไม่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์พ.ศ.๒๔๙๗ อย่างเคร่งครัด          

            ปี ๒๕๑๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เร่งรัดปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมดให้มาขอแปรสภาพจากปอเนาะเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕มิถุนายน ๒๕๑๔ ไม่เช่นนั้นให้ถือว่าปอเนาะนั้นล้มเลิกไปและหลังจากนั้นห้ามก่อตั้งปอเนาะขึ้นมาอีกหากจะตั้งต้องเปิดสอนในรูปแบบของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามเท่านั้น          

            ถึงปี ๒๕๑๔ มีปอเนาะจำนวนมากถึง ๔๒๖ แห่งมายื่นความจำนงขอแปรสภาพกับทางการ แต่บางแห่งที่เคยขึ้นทะเบียนด้วยความจำยอมเนื่องจากถูกบีบจากทางการ ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่ยอมแปรสภาพอีกบางส่วนยอมแปรสภาพจากปอเนาะไปสู่ระบบโรงเรียน แต่สอนเฉพาะวิชาศาสนาเท่านั้นตามหลักสูตรและแผนการสอนที่โรงเรียนปอเนาะแห่งนั้นๆ กำหนดขึ้นเองและนอกจากนี้ยังมีปอเนาะแห่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา 

           ในปี ๒๕๒๖ ชื่อโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามถูกรัฐบาลเปลี่ยนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อสอดคล้องตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕และออกระเบียบการให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนเอกชนฯที่สอนวิชาสามัญควบคู่วิชาศาสนาอิสลาม ฉบับแก้ไขครั้งล่าสุดออกมาเมื่อ ๒๕๔๕ให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนที่ได้มาตรฐานตามมาตรา ๑๕ (๑) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มส่วนโรงเรียนที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อมและโรงเรียนที่เพิ่งจดทะเบียนหลังวันออกระเบียบให้เงินอุดหนุน ๖๐ เปอร์เซ็นต์แต่สำหรับโรงเรียนที่สอนเฉพาะวิชาศาสนา จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล(วีระศักดิ์   จันทร์ส่งแสง.ความจริง ความงาม ความดี ที่ปอเนาะ) 

                      จึงสรุปได้ว่า   ปอเนาะในอดีตเกิดมาจากความรู้   อุดมการณ์ และความเสียสละของโต๊ะครูที่มีความตั้งใจในการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ลูกหลานมุสลิม   ประกอบกับความช่วยเหลือของชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนโต๊ะครูในการถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านั้นเพื่อสืบทอดศาสนาอิสลามจวบจนชั่วลูกชั่วหลาน     เจตนารมณ์ของปอเนาะในอดีตเต็มเปี่ยมไปด้วยเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ทั้งของโต๊ะครูและชาวบ้านในการสืบทอดศาสนาอิสลาม   ปราศจากผลประโยชน์ทั้งในแง่วัตถุปัจจัย  และเกียรติยศชื่อเสียง   โต๊ะครูจึงเปรียบเสมือนจุดศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้าน   โต๊ะครูจึงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ   โต๊ะครูและปอเนาะในอดีตจึงมีอิทธิพลอย่างสูงส่งในวิถีชีวิตของชาวบ้าน    จะเห็นได้ว่าปอเนาะในอดีตเป็นการจัดการศึกษาโดยชุมชนอย่างแท้จริง  เป็นการจัดการศึกษาที่ยึดหลักความพอเพียง   เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นสร้างบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ของบุคคลให้เป็นอิสลามิกชนที่สมบูรณ์   เป็นการจัดการศึกษาที่วางอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธาอย่างแท้จริง