ไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ สะสมความรู้ เป็นอยู่เรียบง่าย มีมิตรสหายเป็นบัณฑิต สิ่งใดผิดไม่ทำ จดจำบุญคุณคน สร้างกุศลไม่ทำบาป มีคุณภาพครบครัน ทุกวันต้องทำดี

  

               การที่เราเกิดมาอยู่ร่วมกันในสังคมนับเป็นเรื่องยากที่จะให้คนทำถูกใจเราทั้งหมดเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากกิเลสคน เพราะคนเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลงความริษยาซึ่งเป็นกิเลสเร่าร้อนดุจไฟ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนเท่านั้น เมื่อร้อนมากก็กลายเป็นแผดเผา เผาเราทั้งกายวาจาใจ จึงมีคำเปรียบเปรยไว้หลายคำเช่น อิจฉาตาร้อน”พอเริ่มริษยาไฟก็เริ่มโพลงไหมทางดวงตาแล้ว เรียกให้เข้าใจง่ายว่าไฟกิเลสหรือไฟริษยา "ไฟกิเลส" ถ้ามีกิเลสหลายๆชนิดก็มีไฟหลายกองที่จะเผาเราอยู่ร้อนทั้งเราเองและคนอยู่ใกล้หรือลามไหม้ไปทั้งบ้านทั้งเมือง ความอิจฉาตาร้อนไม่สามารถเอาน้ำล้างหรือดับได้แต่ต้องใช้ความเมตตากรุณาและความยินดีทำใจให้ยินดีชื่นชมเมื่อคนอื่นเจริญรุ่งเรืองได้ดีจึงจะดับได้

             แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมโลกปัจจุบันหรือเกิดในสังคมไม่ว่ายุคใดสมัยใด ถ้าคนใดมีโลภ โกรธ หลงริษยาก็คงร้อนอยู่อย่างนี้ตลอดไป ถ้าเราไม่พยายามฝึกตนเองไม่พยายามควบคุมอารมณ์แต่ปล่อยใจให้ไปตามกระแสกิเลส สุดท้ายก็ต้องถูกริษยาแผดเผาตนเองให้มอดไหม้ได้ในที่สุดแม้น้ำใจก็แห้งไม่เหลือ ยิ่งความเจริญก้าวหน้าด้านวัตถุมีมากเท่าใด จิตใจคนคนเราก็ย่อมตกต่ำลงเร่าร้อนตามความริษยาตาร้อนไปมากเท่านั้น

                เมื่อตริตรองให้ดีๆก็ทำให้เกิดความเป็นห่วงต่อความเป็นไปของสังคมในปัจจุบันและในอนาคตที่จะต้องมีการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ถ้าเราทำทุกอย่างไปตามกฎกติกามารยาทจริงๆ ไม่ใช่กติกาตนที่ตั้งเองเพื่อเข้าข้างตน และถ้าเป็นไปตามครรลองคลองธรรมก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นห่วง แต่เมื่อใดก็ตาถ้าเราออกนอกกติกา ความหายนะมักจะตามมาเสมอนี้คือความจริงที่เราสามารถพิสูจน์ได้โดยไม่ต้องใช้สถิติมาพิสูจน์ให้เสียเวลาไม่ต้องคำนวณร้อยละหรือค่าเฉลี่ย 

                คนเราถ้าผู้ใดสามารถฝึกฝนอบรมตนเองได้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถมาเผาได้ ดังนั้นผู้นำครอบครัวหรือผู้นำใดๆก็ตามจะต้องมีความมั่นคงและฝึกจิตใจของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ พื้นฐานของการฝึกจิตคือสมาธิภาวนานั่นเองเช่นไหว้พระก่อนนอน นั่งนึกถึงพุทธคุณและขณะเดียวกันเราก็ต้องประกอบหน้าทีการงานในหน้าที่และอดทนต่อคำเสียดสีของผู้อื่นให้ได้หรือว่าแม้เจออุปสรรคก็อย่าย่อท้อเพราะความย่อท้อหรือท้อแท้ไม่ใช่ทางแห่งความสำเร็จหรือไม่ใช่วิถีทางของผู้นำที่ดี ผู้นำต้องอดทนและต่อสู้เพราะชีวิตคือการต่อสู้....

           คนเราในสังคมปัจจุบัน ถ้าหวังความเจริญก้าวหน้าก็ต้องต่อสู้ต้องอดทนต่อคำเสียดสี อดทนต่อคำนินทาซึ่งเป็นของคู่กับโลกมาตั้งแต่โลกยุคไดโนเสาแล้ว เราทำให้คนทุกคนเป็นคนดีไม่ได้สิ่งแรกที่เราทำได้คือทำตัวเราให้ดีมีความอดทนไม่อิจฉาตาร้อนจะทำให้สังคมน่าอยู่กว่านี้อย่างไม่อาจคณนาได้....

       อย่าให้คนในโลกนี้มีชั่วมาก

       ดีต่างหากควรเกื้อกูลเพิ่มพูนไว้

       เป็นผู้นำใช้ปัญญามองการณ์ไกล 

       อยู่ที่ใดก็เป็นสุขไม่ทุกข์ใจ

       ต้องอดทนเพื่อผลงานที่ผ่านพบ 

       เมื่อพานพบต้องรู้ใช้ความกล้าหาญ

       เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมตลอดกาล 

       ใครระรานก็อย่าท้อต่อสู้ไป

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และต้องพัฒนาชีวิตโดยยึดหลักความอดทนซึ่งเมื่ออดทนมากความดเด่นชัดของความอดทนจะปรากฏออกมาให้เราเป็นคนมีลกษณะที่ดีสมกับผู้นำคือ :-</p>

               ๑.ไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ 

               ๒. ได้สะสมความรู้

               ๓.ได้เป็นอยู่เรียบง่าย

               ๔.มีมิตรสหายเป็นบัณฑิต

               ๕.สิ่งใดผิดไม่ทำ (อดทนมากและลดอิจฉา)

               ๖.จดจำบุญคุณคน

               ๗.สร้างกุศลไม่ทำบาป

               ๘.มีคุณภาพครบครัน

               ๙.ทุกวันต้องทำดี

</span>