ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมะจัดสรร เวลาย่อมเป็นไปตามกำหนด ตามเหตุตามผล อย่ารีบ อย่ายึด

  หนังสือหนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่ง ได้ถึงมือผู้ร่วมบุญท่านแรกแล้ว ที่โทรติดต่อ กับ ผู้เขียน หลายครั้ง แจ้งว่าท่านบวช เฉลิมพระเกียรติฯ ที่อินเดียกับท่านพลเดช  วรฉัตร ทราบข่าว ว่าได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ เพื่อหากองทุน ส่งอาสาสมัครช่วยงานกุสินาราคลินิก และท่านได้ สอบถามผู้เขียน ถึงรายละเอียดของโครงการ พร้อมแสดงความจำนงค์ ร่วมสนับสนุนอาสาสมัคร โดยการสั่งซื้อ หนังสือคราวเดียว ๒๐ เล่ม

โดยนัดหมายว่า ให้นำไปส่งที่ วัดหลวงพ่อโสธร ได้ไหม ในวันที่ ๓๐ ธันวาคมนี้ เพราะจะพาเพื่อน ไปสักการะหลวงพ่อโสธรพอดี ผู้เขียนตอบตกลง ด้วยระยะทางชลบุรี และฉะเชิงเทรา ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไหร่ วิ่งรถไม่ถึง ๔๐ นาทีก็ถึง

 ผู้เขียนออกเดินทางราวๆ ๑๐.๓๐ น. แต่ขอโทษ กว่าจะถึงวัดหลวงพ่อฯ ก็ปาเข้าไป เที่ยงครึ่ง เนื่องจาก รถติดอย่างอุกกฤษ คนมาเที่ยวกันมาก โดยเฉพาะทางเข้าวัด กินเวลาเป็นชั่วโมง โทรติดต่อกันตลอด แต่ที่จอดรถก็ไม่มี กว่าจะหาที่จอดได้ เราก็อยู่ห่างกันเกือบครึ่งกม.

   แล้วก็นัดส่งหนังสือกันบริเวณหน้าโบสถ์ ก่อนจะลงจากรถ ผู้เขียนถามย้ำว่า ตกลงต้องการหนังสือกี่เล่มคะ แล้วคำตอบของคุณกานต์ก็ทำให้ผู้เขียนลืมความยากลำบาก ไปเลย "เอามาสองห่อเลยครับ" ห่อละ ๖๐ เล่ม เป็น ๑๒๐ เล่ม สั่งยี่สิบ แต่กลายเป็นเพิ่มเลขหนึ่งข้างหน้าอีกตัว ผู้เขียนหอบหนังสือ ท่ามกลางแดดยามเที่ยงที่ร้อนระอุ ที่สำคัญจะข้ามถนนแต่ละที ทุลักทุเล พอสมควร เราอยู่กันคนละฝั่งถนน มองเห็นกัน แต่กว่าจะหาจังหวะ ข้ามไปได้ ก็นานโข

  คุณกานต์อัธยาศัยดี พอเจอกัน ก็บอกย้ำ ผมจะช่วย ผมจะช่วย ว่าแล้วก็ควักเงินจ่ายก่อน ๔,๐๐๐ บาท บอกว่า เอาทุนคืนไปบ้างก่อนนะ นี่คือน้ำใจกัลยาณมิตร ที่คิดจะช่วยสนับสนุน เป็นธุระให้ ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักกันเลย ที่จริงเขารับปากซื้อแค่ ๒๐ เล่ม ก็น่าจะแล้วกันไป ไม่หนักด้วย ไม่ต้องเสียเงินมากด้วย แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี แล้วผู้เขียน ก็เพิ่งนึกได้ มีอยู่คราวหนึ่ง คุณกานต์เล่าว่า คลินิกที่นั่น สงเคราะห์คนเยอะมาก คนที่นั่นน่าสงสาร และบอกว่า เป็นโครงการที่ดีมากเลยครับ ผู้เขียนจำเนื้อความได้ ประมาณนี้ เมื่อจากกันแล้ว จึงได้เข้าใจ ว่าทำไมคุณกานต์ จึงเปลี่ยนใจ สั่งซื้อหนังสือเพิ่ม เพื่อไปช่วยขาย โดยจะส่งเมล์ไปยังเพื่อนที่บวชรุ่นเดียวกัน ช่วยท่านพลเดชอีกแรง

  ผู้เขียนเคยได้คุยกับท่านพลเดชว่า ทำไมจึงอยากให้อาสาสมัคร ไปช่วยงานที่นั่น ท่านก็ตอบว่า เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และที่สุด  คนที่เป็นอาสาสมัคร นั่นแหละ จะได้ประโยชน์ แก่ตัวเอง ในการไปเห็น และศึกษาชีวิตจริง ที่อินเดีย ที่แสดงให้เห็น หลายสภาวะ สะท้อนความแตกต่างของมนุษย์ ที่มีชั้นวรรณะมากางกั้น แต่แท้ที่สุด นั่นคือการจะได้เห็นสัจจะธรรมแห่งกรรม อย่างชัดเจน

  ถึงตรงนี้ ผู้เขียนเริ่มเข้าใจ แล้ว ว่าการได้เห็นของจริง ถึงความทุกข์ยากของผู้คน แม้จะต่างเชื้อชาติ ภาษา แต่ก็มีอิทธิพลต่อจิตใจได้ไม่น้อย เหมือนกับพระธรรมทูต และคนไทยที่ประเทศอินเดีย ได้ล่วงรู้เห็น จนช่วยกันก่อตั้งกุสินาราคลินิกขึ้นมา

  บางครั้งผู้เขียนก็อยากจะไปอินเดียเสียเร็วๆ อยากจะรีบขายหนังสือเป็นค่าเครื่องบิน ความรีบ ความอยากเหล่านี้ ท่านพลเดช ได้บอกผู้เขียนว่า "อย่ากำมือ"

  ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมะจัดสรร เวลาย่อมเป็นไปตามกำหนด  ตามเหตุตามผล อย่ารีบ อย่ายึด เหมือนคน"กำมือ" ย่อมมีแต่ความตึง เจ็บมือ ทุกครั้งที่ท่านเตือนเช่นนี้ ผู้เขียนจะกำมือ แล้วทำอาการค่อยแบมือ ออกไปให้สุดนิ้เหยียด ใจจะโล่งเบาสบาย แต่ถ้า แบแล้วยังไม่ซึ้งถึงคำว่า ปล่อยวาง ก็ให้เอาวัตถุ ใส่มือ แล้วจึงแบมือ วัตถุนั้นก็ย่อมตกหล่น ถ้าเป็นความทุกข์ ทุกข์ก็หลุดจากมือ

 ณ วันนี้ ผู้เขียนพยายามฝึก การรู้จักวาง ฝึกการไม่ยึดถือ อะไรจนกังวล จะได้ก็ดี ไม่ได้ก็ดี มีก็ได้ ไมมีก็ได้ ปล่อยตามเหตุและผล ทำทุกอย่างแล้วก็ต้องทำธรรมะ ขณะนี้ แค่นี้หนอ........  

คุณกานต์ มารับหนังสือ ที่หน้าโบสถ์ วัดหลวงพ่อโสธรฯ

ขออนุโมทนาสาธุ กับความมีน้ำใจ นำไปช่วยจำหน่ายต่อให้