ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 17 บัญญัติว่า “การเข้าไปก้าวก่ายโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมายในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการติดต่อสื่อสารจะกระทำมิได้ บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการก้าวก่ายดังกล่าว”
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ12 บุคคลใด ๆ จะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเป็นอยู่ส่วนตัวในครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกสอด หรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 3 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น หากนำมาพิจารณาเข้ากับมาตรา105แห่งประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญาก็จะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 105 บัญญัติว่า"จดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลข สิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงผู้ต้องหาหรือจำเลย และยังมิได้ส่งถ้าเจ้าหน้าที่ต้องการเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณาหรือการกระทำอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ขอคำสั่งจากศาลถึงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรเลขให้ส่งเอกสารนั้นมา
ถ้าอธิบดีกรมตำรวจหรือข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นว่าเอกสารนั้นต้องการใช้เพื่อการดังกล่าวแล้ว ระหว่างที่ขอคำสั่งต่อศาลมีอำนาจขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไปรษณีย์โทรเลขเก็บเอกสารนั้นไว้ก่อน
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ใช้ถึงเอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ต้องหาหรือจำเลยกับทนายความของผู้นั้น"
สิทธิที่จะไม่ถูกตรวจกักดักฟังการสื่อสาร ถือเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาของผู้ต้องหาอย่างหนึ่ง การสื่อสารนี้ หมายถึงการสื่อสารในทุกๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น อีเมลล์ โทรศัพท์ จดหมาย เอกสารต่างๆ หรือการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ เหตุที่ต้องให้ความคุ้มครองก็เพราะสิทธินี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลประการหนึ่งที่รัฐธรรมนูญและบทบัญญัติกฎหมายอื่นทั้งของไทย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา322 ถึง มาตรา 325 และรวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 17 และ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ12 ดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามการตรวจกักดักฟังการสื่อการของผู้ต้องหาดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นที่สามารถให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำได้ หากเป็นไปเพื่อความมั่นคง เช่น มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งก็สอดคล้องกับหลายๆประเทศที่สามารถให้รัฐตรวจกักดักฟังการสื่อสารได้ หากเข้าหลักเกณฑ์ที่แต่ละรัฐกำหนดไว้ เช่น ประเภทเรื่องที่จะดักฟังได้ ระยะเวลาที่สามารถดักฟังได้ หรือต้องเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้ เป็นต้น และจากข้อยกเว้นนี้เอง แม้การตรวจกักดักฟังการสื่อสารของรัฐจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่หากเป็นไปเพื่อความมั่นคงหรือประโยชน์ในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม รัฐก็สามารถที่จะทำได้โดยไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนนั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติมาตรา105 แห่งประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ถือว่าขัดต่อหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็เห็นว่าบทบัญญัตินี้ก็ควรได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เช่นว่า มีการแก้คำในบทบัญญัตินี้ให้ จากคำว่า จดหมาย นั้นให้หมายถึง จดหมายอิเล็คทรอนิกส์ หรือ อีเมลล์และหรือการสื่อสารประเภทอื่นๆ ด้วย เป็นต้น และมีการกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจกักดักฟังที่แน่นอนลงไปในตัวบท รวมทั้งการตรวจกักดักฟังนั้นจะต้องถูกตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการด้วย ดังเช่นในต่างประเทศได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติของไทยได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัตินี้แล้ว การปรับใช้กฎหมายมาตรานี้ก็น่าจะมีประสิทธิภาพ ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น