เย่ และแล้วก็ได้เริ่มบทที่ 1 สักที ไม่เสียเวลา เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

คำว่า CIO นี่ เคยเห็นมาสักปีนึงได้แล้ว แต่เห็นในเว็บภาษาอังกฤษนะ ช่วงนี้เริ่มเห็นคนเขียนเป็นภาษาไทยมากขึ้น จากหนังสือ และนิตยสาร แต่ว่า แต่ละคนก็ให้ความหมายต่างกัน เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ CIO ก็คงจะแล้วแต่แต่ละคนนิยามมากกว่า แต่ทุกๆเล่มจะบอกเหมือนกันว่า ประเทศไทยนั้ัน ยังไม่มี CIO ที่แท้จริง หากเราไปเรียนแล้วกลับมามุ่งสู่ตำแหน่งนี้ ก็คงจะยังไม่ล้าสมัย

จากแต่ก่อน อะไรๆก็ต้อง Enterprise และตอนนี้ อะไรๆก็ต้อง Intelligence นอกจากนี้ ยังมีทั้งการทำ ERP (Enterprise Resource Planning), BPR (Business Process Re-Engineering), KPI (Key Performance Indicator), Balance Scorecard, คำที่อาจจะเคยได้ยินอย่าง Knowledge Management, CRM (Customer Relationship Management), PRM (Partner Relationship Management) และยังมีคำใหม่ๆอย่าง Innovation Management, Customer Intelligence, Virtualization Technology เต็มไปหมดเลย และถ้าไปเปิดดูหลักสูตรทางด้านธุรกิจ ก็จะเจอ risk management, changing management, entrepreneurship ฯลฯ

ว่าแล้วก็หยิบเอาวิชา KM มาใช้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่า เราจะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปก็ก่อให้เกิดสายงานใหม่ๆ ธุรกรรมทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น (e-business) และบางคนอาจจะเคยได้ใช้ e-ticket (ตั๋วเครื่องบิน) มาบ้างแล้ว การแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย แบบ cross-platform อย่าง web service ตัวที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือ ตลาด เทคโนโลยี และสังคม 

ส่วนแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคตนั้น ก็คงเป็น mobile application, embeded system (แปลเป็นไทยว่า ระบบสมองกลฝังตัว) เป็นต้น

สมัยนี้มีข้อมูลดิบ (Data) มากมาย แต่ยังนำมาใช้ไม่ได้ ต้องมาผ่านกระบวนการให้กลายเป็นสารสนเทศ (Information) และความรู้ (Knowledge) เสียก่อน ดังนั้นเครื่องมือที่จะช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร ก็อาจจะเป็น Business Intelligence อันประกอบด้วย Data Mining เป็นต้น 

 แต่จะทำพวกนี้ได้ต้องลงทุนไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นคงจะเห็นแค่ในบริษัทใหญ่ๆเท่านั้น  บทนี้เนื้อหายังกระจัดกระจายอยู่ เอาไว้บทหน้า มาเขียนเรื่อง BPR ดีกว่า