ในฐานะคนอยู่วัดเกินยี่สิบปี เรื่องราวในวัดหรือความเป็นไปที่เกี่ยวกับวัดในรูปแบบต่างๆ เกือบทุกเรื่อง จะผ่านการรับรู้ของผู้เขียนเสมอ มากบ้างน้อยบ้าง เต็มใจไม่เต็มใจ และแม้แต่ต้องการหรือไม่ต้องการจะรับรู้สิ่งนั้นๆ ก็ตาม....
อย่างหนึ่งที่ต้องการจะเล่าก็คือ ธุรกิจเหมางานวัด ซึ่งก็มีหลายออปชั่น ทั้งที่เหมาบางส่วน เช่น เหมาพิธีสงฆ์ เหมาการออกร้านภายในวัด เหมามหรสพ เหมาค่าอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงโยม... หรือเหมาแบบเบ็ดเสร็จอย่างกรณี งานปิดทองฝังลูกนิมิต
งานปิดทองฝังลูกนิมิต จัดเป็นงานวัดที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากหลายสิบหรืออาจหลายร้อยปีกว่าแต่ละวัดจะจัดให้มีขึ้นสักครั้งหนึ่ง และนิยมจัดกันหลายวัน อย่างน้อยที่สุดก็ ๕ วัน สูงสุดก็ประมาณครึ่งเดือน....
เมื่อพูดถึงระดับรายได้ของงานแล้ว งานปิดทองฝังลูกนิมิตจัดเป็นงานระดับเกรด A+ .... บางวัดผู้เขียนก็ได้ฟังข่าวว่าได้หลายสิบล้าน ส่วนอย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า ๑-๒ ล้าน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนนักบุญและระบบการจัดการ...
สังคมปัจจุบัน บางวัดมีผู้มาช่วยงานน้อย เพราะท่านเจ้าอาวาสมีความเห็นต่างกับชาวบ้าน เมื่อจำเป็นจะต้องจัดงานนี้ขึ้นมา ก็มีปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ถ้าจะจัดให้ใหญ่ก็ขาดเงินทุนและผู้ช่วยเหลือในด้านต่างๆ จะจัดเล็กๆ ก็เกรงจะถูกครหาว่าปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป เพราะบางวัดนั้น โอกาสที่วัดจะได้ปัจจัยหลักล้านนั้น ยังไม่เคยมีเลย...
เมื่อมีกลุ่มธุรกิจเหมางานปิดทองฝังลูกนิมิตแบบเบ็ดเสร็จผ่านมาเสนอ ว่า ผมจะลงทุนเองและจัดการทุกอย่าง ทางวัดไม่ต้องออกแม้บาทเดียว จัดงานสิบห้าวัน ได้เงินเท่าไหร่ก็แบ่งกัน โดยทางวัดได้ ๔๐ผมได้ ๖๐ และผมรับประกันว่าทางวัดจะได้ไม่น้อยกว่า ๕ ล้าน ถ้าทางวัดตกลง วันเซ็นสัญญา ผมจ่ายให้ก่อนล่วงหน้า ๒ ล้าน ... ทำนองนี้
............
งานวัด โดยเฉพาะงานปิดทองฝังลูกนิมิต สมัยก่อนจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จแห่งความร่วมมือร่วมใจของชุมชนในท้องถิ่น ทุกคนต่างช่วยงานวัดโดยไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัล แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ปลื้มใจที่ได้อยู่ทันปิดทองฝังลูกนิมิตวัดบ้านเกิดโดยไม่ได้ล้มหายตายจากเสียก่อน... ประมาณนี้
แต่เมื่อถูกเหมาแบบเบ็ดเสร็จในรูปธุรกิจ โรงครัวของวัดที่จะเลี้ยงบรรดาญาติพี่น้องใกล้ไกลที่มาร่วมบุญก็ไม่จำเป็น โรงน้ำร้อนน้ำชาที่มีไว้เพื่อรับรองพระสงฆ์องค์เณรที่มาร่วมงานก็ไม่จำเป็น นี้คือสองประการแรกที่จะไม่มีในงานที่ถูกเหมาแบบเบ็ดเสร็จ
สาเหตุที่สองประการข้างต้นถูกตัดไปเพื่อเป็นการลดต้นทุนนั่นเอง ลองพิจารณาดู ตามสัญญาต้องจ่ายให้วัด ๕ ล้าน (จ่ายไปก่อนแล้ว ๒ ล้าน) ยังมีค่าโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ค่าถวายพระอีกจิปาถะในพิธีสงฆ์ (การผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต จัดเป็นสังฆกรรมที่ใช้พระสงฆ์หลายสิบรูปหรือนับร้อยรูป และหลายครั้งกว่าจะแล้วเสร็จ สรุปว่า เฉพาะค่าถวายพระที่นิมนต์มาร่วมพิธีก็หลักแสนเป็นอย่างน้อย) ค่าดอกไม้ ธูป เทียนทอง หรือค่าแรงงานอีกนับร้อยชีวิตในเวลาเกือบเดือน... เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ไปร่วมบุญงานทำนองนี้ มักจะเจอแต่การเรี่ยไรให้ควักกระเป๋าทำบุญตั้งแต่เริ่มเข้าประตูวัด แม้บอกปัดว่าจะไปที่โน้นที่นี้ก่อน ก็อาจถูกโฆษกประจำแผนกนั้นพูดเสียดสีด้วยถ้อยคำที่ทำให้ขวยเขินหรือเสียหน้า (ใช่ซิ ! เพราะพวกเขาเป็นมืออาชีพ มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นหน้า) และเพื่อรักษาหน้าตาก็อาจจำเป็นต้องควักกระเป๋าทำบุญไปตามสมควร....
.......
ธุรกิจเหมางานวัด นอกจากงานปิดทองฝังลูกนิมิตแล้วก็ยังมีอื่นๆ อีกเยอะ เช่น สร้างเครื่องรางของขลังในรูปแบบต่างๆ (ฟังว่า บางกลุ่มถึงกับจดทะเบียนในรูปของบริษัท) ซึ่งผู้ติดตามข่าวก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง....
ผู้เขียนก็ได้แค่เพียงเตือนว่า อย่าใจอ่อนเชื่อคำโฆษณาในรูปแบบต่างๆ เกี่ยวกับงานบุญงานวัด เพราะพวกนั้น มิใช่นักบุญผู้เสียสละมาช่วยวัดดังเช่นอดีตที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยประพฤติมา... แต่พวกนั้น จะเป็น สื่อในรูปแบบต่างๆ โฆษกเสียงดีพูดมีหลักธรรม หรือกรรมกรช่วยงานในวัดแผนกต่างๆ ก็ตาม...ทั้งหมดเป็นเพียง ลูกจ้าง กลุ่มนักธุรกิจเหมางานวัดเท่านั้น
อันที่จริง ประเด็นนี้ยังมีเรื่องจะบ่นจะเล่าอีกเยอะ แต่ผู้เขียนตัดทอนนำมาเล่ามาเพียงสั้นๆ เท่านั้นในโอกาสนี้ (เนื่องจากมีแรงกระทบจากปิยมิตรบางท่านที่ไปร่วมงานบุญทำนองนี้แล้วมาบ่นให้ฟัง)
ต่อไป... หากมีเหตุการณ์ทำนองนี้มากระทบใจอีก ก็อาจนำประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจเหมางานวัดมาเล่ามาบ่นอีกครั้ง
นมัสการครับ ท่านBM.Chaiwut
เป็นบันทึกที่มีประโยชน์มากครับ ช่วยเปิดเผยความจริงบางด้าน บางมุม ให้ทราบ
เคยได้ยินแต่เพลงที่ร้องว่า "วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง" แต่ปัจจุบัน ให้วัดน้อยไปหน่อยนะครับ แค่ 40 เอง
ครับ..เรื่องทำบุญ กับ เรื่องธุรกิจรับเหมาที่วัด บางครั้งก็ละเอียดอ่อนครับ บางทีพูดไปก็คงไม่ค่อยมีใครฟังหรอกครับ ดีไม่ดี เขาจะพลอยไม่ชอบหน้าเราอีกครับ หาว่าเราไปขัดขวางการทำบุญ
ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงครับ
small man
อันที่จริง อาชีพหากินอยู่กับวัด ก็คล้ายๆ กับอาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ ทนายความ ครู พ่อค้า แม่ขาย ขับรถรับจ้าง หรือกรรมกร ... มีทั้งพวกดีพวกชั่ว หรือดีมากดีน้อยคลุกเคล้ากันไป....
ประเด็นหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือความเปลี่ยนแปลงของสังคมนั่นเอง ดังนั้น คนในยุคนี้ควรรู้จักคิดและรอบคอบยิ่งขึ้นในเรื่องต่างๆ แม้แต่เรื่องการทำบุญก็ตาม....
ก็นำมาเล่าเชิงบ่นให้อ่านเล่นๆ เท่านั้น
เจริญพร
กราบมนัสการพระอาจารย์
ปัจจุบัน เห็นจะเป็นไปเช่นนี้ทุกวงการ การจัดงานกาชาดของจังหวัด ก็มีผู้รับเหมามาดำเนินการ ซึ่งกระผมก็เห็นว่า สะดวกสบายกับผู้จัดเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้รับเหมาจัดการให้ทุกอย่าง
การจัดงานกิจกรรมต่างๆของหน่วยงานราชการ ปัจจุบันก็พึ่ง เอกชนผู้รับเหมาที่เรียกกันติดปากว่า Organizer ที่อำนวยความสะดวกไปหมด(รวมทั้ง คอม ด้วย ? )
พูดแล้วก็เลยให้สงสัยว่า ทางพระท่านมี คอม ด้วยรึเปล่า (commission ไม่ใช่ computer นะพระอาจารย์)
Boonchai Theerakarn
ค่าคอม ค่านายหน้า ค่าน้ำร้อนน้ำชา สินน้ำใจ ... ฯลฯ คิดว่าน่าจะมีอยู่ทั่วไป เพียงแต่รูปแบบการรับการจ่ายอาจหลากหลายและยักย้ายไปตามสภาพนั้นๆ...
หน่วยงาน ห้างร้าน หรือบริษัทต่างๆ... เมื่อจะทำบุญในโอกาสต่างๆ ก็ต้องมอบหมายให้ใครบางคนรับผิดชอบเรื่องนี้ในการ นิมนต์พระ....ผู้นิมนต์พระ นี้แหละบางคนก็อาจได้รับสินน้ำใจจากพระ ซึ่งเป็นสิ่งของบางอย่างหรือ.... (ไม่แน่ว่าจัดเป็น ค่าคอม ได้หรือไม่)
เมื่อญาติโยมมีงานทำบุญในวัดตามโอกาส... บางวัดอาจมี พระบางรูป คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือประสานในเรื่องต่างๆ... หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ญาติโยมก็จะถวายพิเศษต่อพระรูปนั้น (นี้ก็ไม่แน่ว่าจัดเป็น ค่าคอม ได้หรือไม่)
พระบางรูปนี้แหละ อาจไปติดต่อจัดซื้อของที่ร้าน บางร้านก็อาจถวายบางอย่างพระรูปนี้เป็นการพิเศษ... ไปติดต่อดนตรีไทยมาเล่น ก็อาจได้รับการถวายจากคณะดนตรีไทยเป็นการพิเศษ... ไปติดต่อ....(ค่าคอม ใช่หรือไม่ ? )
ตามความเห็นส่วนตัว ค่าคอม... จัดเป็นผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างหนึ่ง สำหรับผู้ทำงาน... แต่จะประกอบด้วยธรรม (ธัมมิกะ) หรือไม่ประกอบด้วยธรรม (อธัมมิกะ) คงขึ้นอยู่กับเจตนาและวิธีการ...
อาจารย์หมอถามเล่นๆ แต่มีประเด็นต่อสายไปได้อีกไกล... ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ถ้าจะเพ่งโทษว่า ค่าคอมเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็อาจไม่ค่อยเหมาะสมนัก
อาจารย์หมอนำไปต่อสายเองก็แล้วกัน.... (.....)
เจริญพร
กราบนมัสการครับหลวงพี่
กระผมเพิ่งทราบเหตุการณ์เช่นนี้ครับ ฟังแล้วก็รู้สึกหดหู่ เป็นห่วง แต่ก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นัก
ที่เป็นห่วงก็เป็นห่วงทั้งพระทั้งโยม
ห่วงพระ ก็เพราะดูเหมือนถูกมัดมือชก เพราะถ้าไม่เลือกทางนี้ เลือกทำเหมือนเมื่อก่อนที่ให้ญาติโยมมาช่วย ก็คงจะยากมาก หรืออาจทำให้สำเร็จไม่ได้ก็ได้
ห่วงโยม โดยเฉพาะพวกหากินประเภทนี้ ไม่รู้ต้องชดใช้กันกี่ภพกี่ชาติ หากทำเพื่อเจตนาจะช่วยเหลือพระช่วยเหลือวัด แล้วเอาค่าแรงตามสมควรจะได้ ก็น่าอนุโมทนาสาธุด้วย แต่ทำอย่างนี้ไม่ไหวครับ
ที่ว่าไม่แปลกใจนั้น ก็เพราะธุรกิจทำนองนี้มีให้เห็นเกลื่อนไปหมด พวกนี้อาศัยจุดอ่อนเรื่องความใจบุญของชาวพุทธกันเองมาหากิน
สังคมเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมาก จนไม่รู้จะกู่กลับหรือไม่ ลำพังแค่เอาตัวเองให้รอดก็หืดขึ้นคอครับ
เห็นหลวงพี่บ่นมา ผมก็บ่นไปมั่ง ผลัดกันบ่นดังๆ เผื่อช่วยอะไรได้บ้าง อย่างน้อยก็ผลัดกันปลอบใจ อิอิ
กราบสามครั้งครับ
ธรรมาวุธ
สังคมปัจจุบันคงจะ กู่ไม่กลับ ซึ่งก็คงจะต้อง ตกกระไดพลอยโจน
การโจนไปข้างหน้า... จะต้องมีความมั่นคงเพื่อจะได้ไม่หกล้มหรือเสียหลักจนเกิดอันตราย ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความมั่นคง นั่นคือ ธรรม
แนะำนำหลักธรรมที่สามารถโจนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง พนักพิงแห่งชีวิต (คลิกอ่านต่อได้สำหรับผู้สนใจ)
เจริญพร
กราบ 3 ครั้ง...
พระอาจารย์ครับ...เมื่อปีที่แล้ววัดไก่เขี่ยใกล้บ้านกระผมมี ฝังลูกนิมิต ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่มากกกก...
ผมพาลูกสาวคนเล็กไปดู(เที่ยว)...เพราะนึกถึงความหลังครั้งยังเด็ก(คาดเอาเองว่าจะมีความสุขกับ งานวัด แบบเดิม ๆ) ... รถติดมากเพราะเป็นคืนสุดท้าย ผมพาลูกสาวเดินทั่ววัด... ไม่อยากอุทานเป็นภาษาพม่าเลยครับพระอาจารย์... เขาช่างหาวิธีการ กลเม็ดเด็ดพรายในการเรียกเงินจากกระเป๋าผู้แสวงบุญทั้งหลาย...ตั้งแต่ปากประตูทางเข้าจนออกจากวัดได้สะเด็ดสะเด่าจริง ๆ...
ที่ผมสนใจที่สุดคือลูกเล่นในการ ต่อเงินขึ้นสวรรค์ ... โดยโยงสายสิญจน์จากพื้นดินขึ้นไปบนช่อฟัาใบระกาหลังคาโบสถ์... ช่างเป็นครีเอทีฟที่เลิศเลอเพอร์เฟคจริง ๆ ครับ...
การสร้างสีสันบรรยากาศที่ชวนให้ทำบุญกับลูกนิมิต ใบเสมา... กระเบื้องหลังคาโบสถ์... ก็สุดอลังการ... จนไม่น่าเชื่อว่าพระ หรือกรรมการวัดจะทำเองได้... นั่นยังความสงสัยให้กระผมคิดมานานปี...
มาเข้าใจตรงที่พระอาจารย์แถลงไขนี่เอง...
เสียดาย...ผมบอกกับลูกสาวว่า....คงมีเพียงเราสองพ่อลูกเท่านั้น...ที่ไม่เสียเงินเลย(แม้กระทั่งค่าฝากรถ)...555555555555555555555
นายขำ
นั่นแหละ ! ท่านเลขาฯ...
ถ้าไม่ตายเสียก่อน คงจะได้เห็นอะไรแปลกๆ อีกเยอะ (5 5 5)
เจริญพร
สภาพที่พบ
ที่เล่ามา เป็นแค่การมองเห็นในเวลา ประมาณ 20-30 นาที และเป็นช่วงกลางวันของวันที่ 1 มกราคม 2551 พร้อมทั้งมีฝนตกหนัก
แต่ที่แน่ฯ..สรุปว่าวัดนี้ได้เงินทำบุญจากผม แม่ และน้องสาว รวม 3 คน เป็นเงิน 30 บาท(ค่าอุปกรณ์ 1 ชุด 29 บาท และไม่ทอน 1 บาท แต่ของผมคงใช้เวียนเทียนไม่ได้ เพราะผมนำไปใส่ที่ลูกนิมิตใส่ตามพิธีจนหมด 555) หารแล้วได้บุญคนละ 10 บาท และไม่ได้ผ้ายัน์เพราะขาดอีก 10 บาท (เสียดายจัง)
สนใจติดต่อทำบูญได้ที่:: วัดพั..........ฯ จ.สงขลา
ปล.ไม่ได้ต่อว่าใคร แต่เล่าสู่กันฟังเพื่อสะกิดใจ
อ.ฌอง
อนุโมทนา...
สำหรับรายละเอียดชัดเจนแจ่มแจ้ง......
เจริญพร
ขอแจมด้วยขอรับ….คนหากินกะวัดอย่านี้ข้าน้อยเรียกว่า…..จอมโจรในคราบนักบุญ..คงได้นะท่านอาจารย์…เรื่องอย่างนี้อย่างว่าเขาเลยครับเพราะนั่นมันหน้าที่หาเงินของเขาๆทำตามหน้าที่ถูกแล้ว..ส่วนสมภารเจ้าวัดสิต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเอาพุทธศาสนาไว้หรือจะโลภอยากเอางูพิษไว้ในมือ…ข้าน้อยว่าอยู่ที่ตัวพระมากกว่า…อย่างข้าน้อยนี้นะมีคนมาถึงที่บอกว่าจะทำจตุคามให้โดยที่ทางวัดไม่ต้องออกอะไรเขาจะให้ตังค์ 3 ล้านบาทหากตกลงเอาไปเลย 1.5 ล้าน ชาวบ้านสมภารเจ้าวัดก็จะตกลงแล้วจะรับมอบตังค์กันแล้ว…แต่ข้าน้อยซึ่งเป็น…คณะกรรมการผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาตามแนวพระพุทธองค์ของโลก..(ตำแน่งนี้ตั้งเองขอรับ) แย้งขึ้นมาและให้เหตุผลตามแนว 84000 พระธรรมขันธ์ทุกคนเลยเห็นตามที่ข้าน้อยว่าเลยไม่ขอรับตัง 3ล้านบาทที่สามารถจะได้พัฒนาวัดได้มากโข…วัดก็ไม่มีรายได้อะไรหรอกปีหนึ่งก็ทอดกฐินอย่างเดียวแต่ก็อยู่ได้…พุทธแท้ต้องชนะพุทธเเทยมเสมอ…ถ้าเราเป็นพุทธด้วยใจจริงมิใช่กาฝาก..คำว่าวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งก็จะไม่มี….เดี๋ยวท่านอาจารย์นึกชื่อข้าน้อยออกจะพามาเยี่ยมวัด..นั่งรถ 45นาทีก็ถึงขอรับ
อนวหยบุรุษ
เจริญพร
อยากสอบถามพระอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องเครื่องรางของขลัง หรือแม้แต่พระเครื่องพระพิมพ์ มีมาแต่หนใด และมีอิทธิศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ อาทิ มีบางท่านศรัทธา บูชาพระปิดตาว่ามีพุทธคุณเป็นเมตตามหานิยมนั้นจริงหรือไม่ และในพุทธกาลมีสิ่งเหล่านี้หรือเปล่าเอ่ย ขอพระอาจารย์เมตตาตอบด้วยขอรับ นมัสการ
นาลันทา
ประเด็นที่ว่าค้นหาอ่านในอินเทอร์เน็ตได้ทั่วไป... เคยอ่านบันทึกนี้บ้างหรือไม่ ?
เจริญพร