จากงานเขียนของ อเนก นาวิกมูล ซึ่งมีการรวบรวมและเผยแพร่ต่อโดยสำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่า...การส่งบัตรอวยพรของต่างประเทศเริ่มมีมามากกว่า 200 ปีแล้ว โดยแบบแรกเริ่มเดิมทีคือ “บัตรเยี่ยม” เริ่มมีใช้กันราวกลางศตวรรษที่ 18 หรือปลายสมัยกรุงศรีอยุธยามีการเขียนแสดงความชื่นชมเมื่อไปเยี่ยมเยียนกันในเทศกาลปีใหม่
สำหรับในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทำ “บัตรอวยพรปีใหม่” ขึ้นเป็นพระองค์แรก โดยมีสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2409 ของพระองค์ พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ THE BANGKOK RECORDER ฉบับภาษาอังกฤษ ของหมอบรัดเลย์ ซึ่งทรงส่งบัตรอวยพรนี้ถึงกงสุลเจ้าหน้าที่กงสุลชาติต่าง ๆ และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในเมืองไทยก็มีการส่งบัตรอวยพรกันมาก โดยมีตัวอย่างอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งแยกได้ 4 ประเภทคือ...1. ใช้นามบัตรแผ่นเล็ก ๆ เป็น ส.ค.ส. 2. ใช้ ส.ค.ส.ที่ฝรั่งพิมพ์ขาย 3. ใช้กระดาษเปล่าเขียนคำอวยพร 4. ใช้วิธีอัดรูปหรือข้อความลงในกระดาษอัดรูป
อย่างไรก็ตาม กำเนิดของคำว่า “ส.ค.ส.” “ส่งความสุข” เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งในยุคแรกเป็นคำว่า “ส.ค.ศ.” “ส่งความศุข” ซึ่งนิยมส่งกันตั้งแต่ต้น ๆ รัชกาล ในช่วงเดือนเม.ย.-ปีใหม่ไทย
ทั้งนี้ การส่งบัตรส.ค.ส.ของคนไทยเริ่มส่งตามอย่างฝรั่งในช่วงปีใหม่สากลคือ 1 ม.ค. เมื่อปี พ.ศ. 2483 และก็นิยมส่งกันเรื่อยมา จนปัจจุบันนี้ ส.ค.ส. มีรูปแบบหลากหลายยิ่งขึ้นซึ่งช่วงปีใหม่ 2550 นี้ก็ยังมีการส่งกันอยู่...
แต่การส่ง “ส.ค.ส.” ยุคนี้...ต่างจากในอดีตหรือไม่ ??
สอบถามเยาวชนคนรุ่นใหม่ในเรื่องนี้อุ้ม-ดลลักษณ์ จาตุรงค์กุล นักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่งบอกว่า...ยังให้ความสำคัญกับการส่ง ส.ค.ส. อยู่จะส่งให้คนสนิทและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เพราะให้ความรู้สึกที่ดีเพราะได้เขียนด้วยมือของเราเอง แสดงถึงความจริงใจซาบซึ้งใจทั้งผู้รับและผู้ให้
“ส.ค.ส. มีลูกเล่นที่สวยงาม เป็นสามมิติมีความหลากหลายในตัวของมัน ที่สำคัญเราสามารถทำเองได้ และการส่ง ส.ค.ส.ยังเป็นการปฏิบัติที่มีมานานแล้วด้วย”...อุ้มกล่าว
เต่า-ชลธิชาหินหมื่นไวย นักศึกษาอีกคน บอกคล้ายกันว่า...ยังส่ง ส.ค.ส. ให้เพื่อนและคนสำคัญซึ่งบางปีก็ซื้อ บางปีก็ทำเอง ที่ยังชอบส่งเพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีทางใจเหมือนเราให้ความสำคัญกับเขา จะส่ง ส.ค.ส. แบบ ไหนก็เลือกให้เหมาะกับคนที่จะให้ได้และคิดว่าการส่ง ส.ค.ส. ที่เราเขียนเองมันจะให้อะไร ๆ มากกว่าความรู้สึก
“เมื่อก่อนคนส่ง ส.ค.ส. กันมาก เพราะว่าการติดต่อกันมันยาก เดี๋ยวนี้แค่กด 2-3 คลิกก็เรียบร้อย และเดี๋ยวนี้คนก็ไม่ค่อยมีเวลา แต่เต่าคิดว่าการส่ง ส.ค.ส.ที่เราเขียนเองมันจะให้อะไรมากกว่า”
นักศึกษาอีกคนคือ กอล์ฟ-สุมาณีหลงสมบุญ ก็บอกเช่นกันว่า... ชอบส่ง ส.ค.ส. มาก และยังส่งอยู่ทุกปีส่วนมากจะซื้อตามท้องตลาดที่มีให้เลือกตามบุคลิกของคนที่จะให้ที่ยังส่งอยู่เพราะคิดว่ามันได้อารมณ์ ได้ความรู้สึกที่ดี คนได้รับสามารถเก็บไว้ได้หยิบขึ้นมาอ่านทีไรก็คิดถึงผู้ให้ หรืออาจ จะเก็บเป็นของสะสมเลยก็ได้
“แต่ในปัจจุบันกอล์ฟคิดว่าคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการส่งส.ค.ส.แล้ว ที่เห็นส่งกันมากหน่อยก็จะเป็นบริษัท ห้างร้าน ที่จะใช้ ส.ค.ส.เป็นตัวแทนคำขอบคุณ”...กอล์ฟมองอย่างนี้
ขณะที่ ตา-รตา กลำเงินนักศึกษารายนี้ บอกว่า...ยังคงส่ง ส.ค.ส. ให้เพื่อนสนิท ครอบครัว และคนที่รักซึ่งมันสามารถทำเองได้ เลือกแบบให้เหมาะกับคนที่จะให้ได้แต่ก็ยอมรับว่าปัจจุบันนี้ส่ง ส.ค.ส. น้อยลง เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยและเวลาของตนเองก็มีไม่มากด้วย
“สำหรับคนทั่วไปเวลามีค่าแต่ละคนต้องรีบเร่ง จึงมีการใช้เทคโน โลยีที่สะดวกสบายและรวดเร็วคงเพราะเหตุนี้ทำให้ปัจจุบันการส่ง ส.ค.ส. จึงค่อย ๆเลือนหายไป...”...ตากล่าว
ด้านนักศึกษาที่ชื่อ จูน-สุรจิตร ล้อมวงษ์ยอมรับว่า...แม้ยังส่ง ส.ค.ส. อยู่ แต่ก็น้อยลงเพราะเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา บางคนก็จะส่งคำอวยพรให้ทางเอสเอ็มเอสมือถือบางคนก็จะส่งอีเมลให้ทางอินเทอร์เน็ต
“แต่ยังไงจูนก็ยังชอบ ส.ค.ส.ยิ่งถ้าทำเองคนรับก็รู้สึกดี คนให้ก็รู้สึกดีด้วย และเก็บไว้ได้นานอ่านทีไรก็ได้อารมณ์ แต่เดี๋ยวนี้คนให้ความสำคัญกับ ส.ค.ส.น้อยลงเพราะคนรุ่นใหม่ชอบอะไรที่รวดเร็ว”
ส่วน เอ๋-ศจีวัลย์ ไวยานิกรณ์นักศึกษาอีกสถาบัน ระบุว่า...“เพราะ ว่าเป็นคนชอบเล่นเน็ตจึงชอบส่งเป็นอีเมลให้เพื่อน ๆ มากกว่า ซึ่งรวดเร็วทันใจและอีกอย่างเป็นคนที่เขียนหนังสือไม่สวยด้วย ใช้พิมพ์เอาแน่นอน กว่า”...เอ๋กล่าวและว่า...ไม่ค่อยได้ส่ง ส.ค.ส. ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วจะส่งให้ก็เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น
“ส.ค.ส.” ยังมีเสน่ห์...ยังมีคนชอบส่ง-ชอบรับกันอยู่...
ที่มา http://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=26048&catid=87
รักน่ะเด็กเทพ