พรขอกันได้ไหม

 วันนี้วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2551  เทศกาลปีใหม่แต่ละครั้งจะมีการให้พร  ขอพรกัน 

ผมอ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์เจอ งานเขียนของ  เสฐียรพงษ์วรรณปก

เรื่อง พรขอกันได้ไหม จึงนำมามาฝากเพื่อความเข้าใจครับ 

                  พร มาจาก วร ศัพท์เดิมแปลว่า เลือกสิ่งที่เราเลือกแล้ว เรียกว่า วร สิ่งที่เลือกแล้วจะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดประเสริฐสุด เพราะฉะนั้น จึงมีความหมายที่สองว่า "สิ่งประเสริฐ"

                    เราจะเห็นว่า พร นั้น ในการใช้ของคนสมัยก่อนพุทธกาลหรือหลังพุทธกาล จะเป็นการขอในสิ่งที่ตนเลือกอยากได้ และก็ได้รับประทานพรได้รับการให้จากผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ซึ่งอยู่ฐานะที่ประทานให้ได้ ดังกรณีนางอัปสรนาม ผุสตี ก่อนจะมาเกิดในโลกมนุษย์ ขอพร 10 ประการจากท้าวสักกะเทวราช (ขอให้ได้อยู่ปราสาทของพระเจ้ากรุงสีพี, มีนัยน์ตาดำขลับคิ้วดำสนิท, ให้มีนามว่าผุสตี, มีโอรสงามสง่า, ใจบุญ, เวลาตั้งครรภ์อุทรอย่านูน, มีถันงามไม่รู้หย่อน, มีเกศาดำ, มีผิวงาม, มีอำนาจปลดปล่อยนักโทษได้)

ในทัศนะทางพระพุทธศาสนานั้นเท่าที่ผมมองเห็น

พร หรือสิ่งที่เลือกแล้วนั้น ผู้ขอมักจะขอโอกาสขออนุญาตให้ได้กระทำในสิ่งที่ดีงาม พูดง่ายๆ ว่าขอ "สร้างเหตุ"ที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีงามสิ่งที่พึงปรารถนา

ดูอย่างนางวิสาขาขอพรพระพุทธเจ้า 10 ประการคือ

ขอให้ตนมีโอกาสถวายสิ่งต่างๆ แก่พระสงฆ์ เช่น พระภิกษุกำลังจะเดินทาง, พระภิกษุอาคันตุกะ, พระภิกษุไข้, พระภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้, ถวายยารักษาโรคแก่ภิกษุไข้, ถวายข้าวยาคูประจำ, ถวายผ้าอาบน้ำแก่ภิกษุและภิกษุณี

ล้วนแต่ขอโอกาสให้ได้ "กระทำ"เหตุที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีงาม อันจะตามมาภายหลัง มิได้ขอ "ผลโดยไม่อยู่บนพื้นฐานของการกระทำ"

พระอานนท์ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐากประจำพระพุทธองค์ ก็ขอ "พร" ไว้แปดประการ คือ ฝ่าย "อย่า 4" ฝ่าย "จง 4"

1-4 อย่า พาไปในที่ทรงรับนิมนต์แล้ว, อย่าให้อยู่ในพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์, อย่า ประทานอาหารอันประณีตแก่ท่าน, อย่าประทานจีวรอันประณีตแก่ท่าน

5-8 จง พาไปฟังด้วยถ้าเสด็จไปเทศน์ที่ไหน, จงแสดงซ้ำให้ฟังด้วย ถ้าท่านไม่มีโอกาสไปฟัง, จงเปิดโอกาสให้ทูลถามทันทีเมื่อเกิดความสงสัย, จงอนุญาตให้พาอาคันตุกะแต่ไกลเข้าได้ทันที

พร สี่ข้อข้างต้นเพื่อป้องกันครหาว่า ท่านพระอานนท์รับตำแหน่งเพราะเห็นแก่อามิส ส่วนสี่ข้อสุดท้ายเพื่อป้องกันพระเกียรติยศของพระพุทธองค์และตัวท่านเองด้วยเขาจะกล่าวหาว่าอยู่กับพระพุทธเจ้ายังไม่รู้อะไรเลย, สูตรนี้ตรัสแก่ใครที่ไหนถามอะไรไม่รู้สักอย่าง, หรืออาจครหาว่า พระพุทธ เจ้านี่อะไรกระทั่งศิษย์รับใช้ใกล้ชิดก็ไม่สอนอะไร แล้วจะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร

พรและการขอพร ในแง่พระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้จริงนั้น ไม่ขัดกับหลักกรรมคืออยู่บนพื้นฐาน ของการกระทำของผู้นั้นเอง การให้พรก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เขาได้ทำเองหรือสนับสนุนให้กำลังใจเท่านั้น

พูดเรื่องพร ขอโยงไปถึง บารมีบารมีเดิมแปลว่า คุณสมบัติหรือคุณธรรมที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางคุณธรรมเหล่านี้เราต้องกระทำ ต้องบำเพ็ญด้วยตัวเราเอง จนกระทั่งครบสมบูรณ์ท่านจึงเรียก บารมี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อทรงทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ทศบารมีในคำสอนเถรวาท" พระองค์ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

บารมีเดิมเป็นเหตุให้ถึงความเต็มเปี่ยม เป็นแนวทางต่อมาบารมีกลายมีความหมายเป็นความเต็มเปี่ยม เป็นจุดหมายเสียเอง (ในพระบาลีท่านเรียกบารมีสิบว่า พุทธการกธรรมธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า)

ข้อนี้น่าคิด ในเรื่องพรนี้ก็เช่นเดียวกันเดิมเป็น การเลือกที่จะกระทำสิ่งที่ดีงาม เพื่อให้ได้ผลที่ดีงามหรือเลือกที่จะสร้างเหตุ ที่จะอำนวยผลในทางที่ดีงาม ผู้ให้พรก็คือผู้เปิดโอกาสให้ผู้นั้นๆ ได้เลือกกระทำตามปรารถนาและ/หรือเป็นผู้ให้กำลังใจเท่านั้น

แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการขอในสิ่งดีๆ ที่ตนอยากได้ คือขอตามที่ตนอยาก ไม่อยู่บนพื้นฐานของการกระทำเข้าข่าย การอ้อนวอนร้องขอ ดุจคนขอทานขอข้าวขอเงินทองจากคนอื่น อันเป็น "แนวคิด"ของลัทธิที่เชื่อถือพระเจ้า เชื่อในอำนาจสูงสุดของพระเจ้า

สรุปแล้วพรแบบพุทธ เดิมก็สอดคล้องกับหลักการพึ่งตน หลักกรรมทำเหตุเพื่อให้ผลที่สอดคล้องกับเหตุ กลายมาเป็น ขอในสิ่งที่อยากได้พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ กลายจากแนวคิดของพุทธแท้ เป็นพุทธผสมพราหมณ์ฮินดู

ดีอยู่หน่อยที่ไม่ขอในสิ่งที่เป็นอกุศลขอในสิ่งที่จะเป็นการเบียดเบียนรังแกคนอื่น ดังลัทธินับถือเทพเจ้า ดังกรณีนนทุกผู้เฝ้าประตูสวรรค์ ลูกเทวดาชั้นผู้ใหญ่เขกศีรษะทุกครั้งที่เข้าเฝ้าพระอิศวร เจ็บใจจึงไปขอพรให้มีนิ้วเพชรจากพระอิศวร พระอิศวรก็มิได้ถามไถ่ ว่าขอไปทำไมเอาไปเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลายก็ให้ไป พอได้นิ้วเพชรแล้วก็ชี้เทวดาที่ทำให้ตนเจ็บใจตายเป็นเบือ

ถึงการขอพรของชาวพุทธยุคหลังจะเพี้ยนไปจากแนวคิดเดิมก็ไม่เพี้ยนขนาดขอพรเพื่อไปทำลายคนอื่น สัตว์อื่น ไม่มีการสาปการแช่งในพระพุทธศาสนา นอกจากให้แสดงเมตตาอย่างเดียวข้อนี้เป็นลักษณะเด่นและดีงามยิ่งของพระพุทธศาสนา

พูดถึงเมตตาและการแผ่เมตตา เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องพร และให้พรเราจะเห็นว่านี่เป็นวิธีการขอพรและให้พรอย่างหนึ่ง

พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้แผ่เมตตา แล้วจะได้ผลดีหลายประการ เช่น นอนเป็นสุข หลับเป็นสุข ไม่ฝันร้ายใบหน้าผ่องใส เทวดารักใคร่ มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่ ไม่ต้องอาวุธ ยาพิษ หรือไฟไหม้จิตเป็นสมาธิเร็ว ไม่หลงตาย (คือตายด้วยอาการสงบ) ถ้าไม่บรรลุคุณธรรมชั้นสูงตายไปอย่างน้อยก็เกิดในพรหมโลก

การจะแผ่เมตตาได้หรือมีคุณสมบัติจะพึงแผ่เมตตา ต้องขอพรคือเลือกที่จะกระทำเหตุที่สมควรแก่การแผ่เมตตาและได้รับผลดังกล่าว

อันนี้ก็คือ ขอโอกาสตัวเองและให้โอกาสตัวเองที่จะสร้างคุณสมบัติพอที่จะแผ่เมตตาและรับผลของเมตตาเช่น

จะต้องเป็นผู้อาจหาญ, ซื่อตรง, ว่าง่าย, อ่อนโยน, ไม่มีอติมานะ (ความถือ ตัว), สันโดษ, เลี้ยงง่าย, มีกิจธุระวุ่นวายน้อย, ปฏิบัติเบากายเบาจิต, สำรวมอินทรีย์, มีปัญญา, ไม่คะนอง, ไม่พัวพันในตระกูลทั้งหลาย, ไม่ทำการที่วิญญูชนติเตียนได้

เมื่อเลือกที่จะปฏิบัติดังข้างต้นและได้ปฏิบัติแล้ว (คือเมื่อขอพรและให้พรตนเอง) จากนั้นก็ให้แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายทำได้อย่างนี้ผลที่พึงปรารถนาจึงจะเกิดขึ้น

ทีนี้ การขอพร การให้พร นั้นมองให้กว้างให้ลึก จะเห็นว่า สอดคล้องกับการปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่าธรรมที่ปฏิบัตินั้น ต้องปฏิบัติให้หลักการกับเป้าหมายสอดคล้องกัน ดังคำว่า "ธัมมานุธัมมปฏิปันโน = ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม, ปฏิบัติธรรมน้อยคล้อยธรรมใหญ่, ปฏิบัติธรรมให้สอดคล้องกันระหว่างหลักการและเป้าหมาย"

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป้าหมาย คือความร่ำรวย มั่นคงทางเศรษฐกิจ หลักการปฏิบัติก็ต้อง อุ.อา.ก.ส. (ขยันหา-เก็บออม-คบคนดีเกื้อกูลแก่อาชีพ-เป็นอยู่เหมาะสมแก่ฐานะ)

การให้พรที่พระท่านให้นั้น ท่านจะบอกเป้าหมายก่อน แล้วบอกการกระทำที่ให้บรรลุเป้าหมายนั้นและเน้นตลอดว่า จะได้ตามนั้น ต้อง "ขอพร" คือเลือกปฏิบัติอะไรบ้าง

เช่นในกัมมวิภังคสูตร ตรัสว่า

อยากอายุยืนต้องไม่ฆ่าสัตว์

อยากสุขภาพดีไม่มีโรคต้องไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น

อยากผิวพรรณงามต้องไม่มักโกรธ

อยากมีอำนาจมาก ต้องไม่มักอิจฉา

อยากร่ำรวยต้องไม่ตระหนี่ให้ทานเสมอ

อยากเกิดในตระกูลสูงต้องไม่เย่อหยิ่งจองหอง

อยากฉลาดมีปัญญา ต้องหมั่นเสวนาผู้รู้สนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ

คือต้องทำเหตุให้สอดคล้องกับผล และต้องทำจริงๆจึงจะได้ผลนั้น

เวลาท่านให้พร ท่านไม่กล่าวในทำนอง "ขอร้อง" หรือ "อ้อนวอน"ท่านจะสอนหลักแห่งการกระทำ ให้ทำตามนั้นแล้วผลจะมีมาเอง



เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ราชบัณฑิต

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNekF4TURFMU1RPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHdNUzB3TVE9PQ==

 

ันที่  1  มกราคม 2551