ผมเริ่มโดยการนิยามความรู้เป็น ๒ ประเภทคือ explicit knowledge กับ tacit knowledge (ผมทับศัพท์ไปเลยเพราะหาคำแปลที่โดนใจไม่ได้)  สิ่งที่เน้นย้ำคือการเปลี่ยนแปลงไปมาของความรู้ทั้ง ๒ ประเภทนี้ เพราะผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสลับไปมานี้มีผลต่อการยกระดับความรู้ และเป็นแรงจูงใจให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน อีกทั้งขุมความรู้ขององค์กรก็จะได้ออกมาจากการเปลี่ยนประเภทของความรู้นี่เอง 

<p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma"> <br>ผมมองว่า </span><span style="font-family: Tahoma">explicit knowledge <span>ขององค์กรไม่ควรเป็นเรื่องซับซ้อน เริ่มจากการรู้ว่าตัวเองทำงานอะไรอยู่แล้วเขียนออกมาเป็น แผนภูมิการไหลของงาน หรือ </span>work flow diagram <span>คือ รู้ว่ามี </span>input / process / output <span>อะไร<span>   </span>งานของเราเข้ามาอย่างไร เราทำอะไรลงไปบ้าง แล้วส่งมันต่อไปที่ไหน</span><span>  </span><span>เริ่มให้ง่ายก่อนแล้วค่อยใส่รายละเอียดทีหลัง นำมาเป็นโจทย์หรือตุ๊กตาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริมด้วย </span>tacit knowledge <span>จากสมาชิกในกลุ่ม บันทึกไว้เป็นขุมความรู้ขององค์กรต่อไป</span></span></p>    <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma"> <br>ชุมชนแนวปฏิบัติจะช่วยในกระบวนการนี้ได้มาก<span>  </span>ความรู้ของคนกับความรู้ขององค์กรจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและพัฒนาไปได้พร้อม ๆ กัน</span></p>    <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma"> <br>หลายคนทำท่าเข้าใจและดูโล่งใจ ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นไปอีก</span></p>    <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma"> <br>สิ่งที่ได้เรียนรู้<span>  </span>๑. การจะให้ทำอะไรใหม่ ๆ ต้องให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวเองทำประจำอยู่ให้ได้ ไม่งั้นท้อแล้วจะไม่อยากทำ</span></p>