อหิงสา
อหิงสาแปลว่าไม่เบียดเบียน คนหรือสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่จะดีพร้อมไม่เบียดเบียนผู้อื่นสิ่งอื่นเป็นไม่มี และที่จะไร้ประโยชน์ใดๆ เลย ก็ไม่มี การมีสติ พยายามละลดการเบียดเบียนผู้อื่นเป็นบุญกิริยา การหมั่นทำประโยชน์ต่อผู้อื่นเพื่อลดละความเห็นแก่ตัว เป็นบุญกิริยา
ประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมของมนุษย์ เมื่อมีการใช้เลยเถิด กลับก่อโทษ บันทึกของ ดร. วรพัฒน์ ภู่เจริญ http://gotoknow.org/blog/ariyachon/155321 กระตุ้นให้ผมไปซื้อนิตยสารฟ้าเดียวกัน http://www.sameskybooks.org/ssmagshow.php?id=19 ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเอาวีซีดีเรื่อง The Corporation ที่แถมมากับนิตยสาร (ภรรยากระเซ้ากลับ ว่าผมก็ซื้อของเพื่อเอาของแถมเป็นเหมือนกัน) ดูแล้วก็เห็นว่าบรรษัท (corporation) เป็นผลผลิตของความชาญฉลาดของมนุษย์ที่วกกลับมาทำร้ายมนุษย์เอง หรือเป็นเครื่องมือให้มนุษย์เอาเปรียบกัน และทำร้ายโลก หนังเรื่องนี้น่าดูมากครับ แต่ต้องดูหลายๆ รอบจึงจะเข้าใจลึก และถ้าอ่านคำวิจารณ์ของ ดร. วรพัฒน์ ใน บล็อก และของ ๓ ท่านในนิตยสารฟ้าเดียวกัน (ภัควดี วีระภาสพงษ์, สกุณี อาชวานันทกุล และธเนศ อาภรณ์สุวรรณ) แล้วดูซ้ำก็จะเข้าใจได้ ลึก ขึ้น แต่คำแนะนำให้ดูหลายๆ รอบนี้มาจากคนที่ดูหนังไม่เป็นนะครับ นักดูหนังดูรอบเดียวก็อาจจับประเด็นลึกๆ ได้ทั้งหมด
วันรุ่งขึ้นไปประชุมที่ สช. พบ ผศ. ภญ. สำลี ใจดี แห่งมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.) ได้รับแจกหนังสือ “หยุด! คอมบิด ชัยชนะในการคัดค้านก่อนออกสิทธิบัตร” “ยุทธศาสตร์เพื่อการเข้าถึงยาของภาคประชาสังคม” และ “คำอภิปรายนอกสภา เรื่อง การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา” โดย นพ. วิชัย โชควิวัฒน์ อ่านแล้วก็เห็นว่า มีการใช้ระบบสิทธิบัตร ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมเยี่ยมยอดอีกชิ้นหนึ่งของมนุษย์ เอาเปรียบประเทศยากจนหรือระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอ่อนแอ เรื่องเหล่านี้ใช้ Google ค้นรายละเอียดมาศึกษาได้ทั้งสิ้น
ผมสรุปเอาไว้สอนตัวเอง ๒ เรื่อง
- CSR ทั้งหนังเรื่อง The Corporation และเรื่องการต่อสู้กับสิทธิบัตรยา เป็นเรื่องที่เอามาคิดดำเนินการด้านบวกเกี่ยวกับ CSR ได้อีกมาก ผมเกี่ยวข้องโดยตรงกับ CSR ที่ SCB และที่ มูลนิธิ สคส. ผมได้ความคิดว่า ที่ต้องมี CSR ก็เพื่อทำให้บรรษัท (corporate) มีสำนึกชั่วดี มีสำนึกต่อสังคม ไม่ใช่มุ่งแต่จะทำกำไรแต่ถ่ายเดียว เพราะถือว่าบรรษัทไม่ต้องรับผิดชอบด้านสังคมเพราะไม่มีจิตวิญญาณ การจัดการสมัยใหม่ต้องไม่ใช่แค่ใส่ “พลังชีวิต” เพื่อทำกำไรเท่านั้น ต้องใส่ “พลังชีวิต” เพื่อทำคุณงามความดีให้แก่สังคมด้วย บรรษัทนั้นจึงจะ “ร่ำรวย” จริง และยั่งยืน และเวลาประเมินผลงานของ ซีอีโอ ต้องไม่ดูแค่ผลกำไร แต่ต้องดูที่ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย และสังคมไทยน่าจะจัดพัฒนาระบบความยุติธรรมที่ทำให้บรรษัทที่ก่อกรรมต้องรับผิดทางแพ่งอย่างชัดเจนกว่าในปัจจุบัน โดยมีระบบตรวจสอบและฟ้องร้อง ซึ่งน่าจะอุดหนุนให้องค์กรภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งมีความเข้มแข็งในการทำหน้าที่นี้ ดังกรณีตัวอย่างเรื่องสิทธิบัตรยา
- KM การที่นิตยสารฟ้าเดียวกันเอาหนังเรื่อง The Corporation มาดูและจัดเสวนาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อวันที่ ๒๕ มิ.ย. ๕๐ แล้วนำมาตีพิมพ์ ถือเป็นการจัดการความรู้ในรูปแบบหนึ่ง เป็นการนำเอาทฤษฎีมาอธิบายปรากฏการณ์จริง ที่นำเสนอโดยภาพยนตร์
ถ้าถือตามเรื่องทั้งสอง เราอาจตีความว่า อหิงสาไม่มีในโลก ถ้าจะไม่ให้ถูกกระทำ ก็ต้องสร้างความเข้มแข็งไว้ต่อสู้ ทั้งในรูปแบบภูมิคุ้มกันภายในตัว และปัญญาไว้ต่อสู้การรุกราน สู้คนเดียวไม่ไหวก็รวมตัวกันสู้ และจัดระบบของสังคมเอาไว้ป้องกันและต่อสู้ เข้าใจว่าโลกตะวันตกเขาใช้วิธีนี้ในสังคมของเขา และมีองค์กรระหว่างชาติจำนวนหนึ่งพยายามเข้ามาปกป้องสังคมที่อ่อนแอจากการรุกรานของโลกาภิวัตน์นี้ด้วย
ผมมีคำถามกับตัวเองว่า ใช้ทั้งอหิงสา และการต่อสู้ ได้ไหม ต่อสู้แล้วยังดำรงจิตที่อ่อนโยน มีเมตตากรุณาอุเบกขา ได้ไหม เป็นโจทย์สำหรับการดำรงชีวิตในท่ามกลางโลก (และโลกย์) ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง ให้เรามีชีวิตที่สงบ สอาด สว่าง มากที่สุด
เท่ากับเป็นการตั้งคำถามเพื่อการเรียนรู้ของตนเองประเด็นที่ ๓ คือ ธรรมะ
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ธ.ค. ๕๐ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๗ ธ.ค. ๕๐
คนไม่มีเมตตา กรุณา และปัญญา คงใช้อหิงสาไม่เป็นแน่เลยค่ะ เมื่อต้องต่อสู้ถึงจะเป็นอหิงสาก็คงไม่มีอุเบกขาแล้ว แต่ถ้ามีโทสะพ่วงมาด้วยจะเป็นอหิสาได้ไหมคะ