โครงสร้างของใบพืช

โครงสร้างของใบ  <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">นายสำราญ  หนูศรีคง  : รวบรวม </p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt 0.5in" class="MsoNormal">1. เอพิเดอร์มีส(epidermis) เป็นเนื้อเยื่อที่เรียงกันเป็นขั้นเดียวมีอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบบางเซลล์ในชั้นเอพิเดอร์มีสนี้จะเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนก๊าซเรียกว่า เซลล์คุม (guard cell) ตรงกลางของเซลล์คุมนี้จะมีปากใบ (stoma) ทำหน้าที่ คายน้ำและแลกเปลี่ยนก๊าซ ออกซิเจน กับคาร์บอนไดออกไซด์
2. มีโซฟีลล์ (mesophyll) คือ ส่วนกลางของใบ แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ
2.1 พาลิเซด มีโซฟีลลเซลล์มีรูปร่างยาวเรียว เรียงตัวกันหนาแน่น 1-2 ชั้น ถัดจากเอพิเดอร์มีสด้านบนในเซลล์จะมีคลอโรพลาสต์อยู่เต็มเป็นชั้นที่เกิดการสังเคราะห์แสงได้มากที่สุด
2.2 สปันจี มีโซฟีลลอยู่ถัดจากชั้นพาลิเสดลงมา เซลล์รูปร่างไม่แน่นนอน อยู่กันอย่างหลวมๆทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกาซระหว่างใบกับสิ่งแวดล้อมได้ดีภายในเซลล์มีคลอโรฟลาสอยู่บ้าง
ก้านใบ(petiole) คือ ส่วนคล้ายกิ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างลำต้นกับใบที่
ไม่มีก้านใบเรียกว่า เซสไซล์ (sessile leaf) ลักษณะของก้านใบมีแตกต่างกันไปหลายแบบ เช่น
- พัลวินัส (pulvinus) คือส่วนก้านใบที่โป่งพองออกเล็กน้อย

-
ก้านใบแผ่เป็นกาบ (
sheathing leaf-base)
-
ดีเคอร์เรนท์ (decurrent) คือ ก้านใบอาจรวมทั้งฐานใบแผ่ออกเป็นปีกแล้วโอบล้อมลำต้นลงไปจนถึงข้อด้านล่าง
- ก้านใบแผ่เป็นแผ่นคล้ายปีก (
winged petiole)
-
ก้านใบโป่งพอง เพื่อช่วยพยุงลำต้นให้ลอยน้ำ

</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">หูใบ (stipule) คือ ส่วนที่เจริญออกจากฐานใบ ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับตาอ่อนพบมีทั่วไปในพืชใบเลี้ยงคู่ แต่ไม่ค่อยพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวถ้ามีหูใบเรียกว่า สติพูเลท (stipulate leaf) ถ้าไม่มีหูใบเรียก เอกสติพูเลท (exstipulate leaf) ลักษณะของหูใบ เช่น
- แอดเนท (adnate หรือ adherent) คือมีหูใบ 2 อัน ซึ่งเชื่อมติดกับก้านใบทั้งสองด้านทำให้ดูคล้ายปีก

-
อินทราเพทิโอลาร์ (intrapetiolar stipule) หูใบอยู่ที่โคนก้านใบตรงบริเวณมุมระหว่างก้านใบกับลำต้น
- อินเทอร์เพทิโอลาร์ (interpetiolar stipule) หูใบอยู่ระหว่างก้านใบที่ติดกับลำต้นแบบตรงข้าม

-
โอเครีย (ochrea) คือ หูใบ 2 อันที่เชื่อมติดกันกลายเป็นหลอดหุ้มลำต้นไว้อาจเชื่อมเป็นหลอดตลอดความยาว หรืออาจมีส่วนปลายโอเครียแยกกันบ้าง
- หูใบเปลี่ยนแปลงเป็นมือเกาะ (
tendrillar stipule)
-
หูใบเปลี่ยนแปลงเป็นหนาม
- หูใบเปลี่ยนเป็นกาบหุ้มยอดอ่อนของลำต้น
- หูใบแผ่ออกคล้ายใบ (foliaceous stipule)
</p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">แผ่นใบ (lamina หรือ blade) คือส่วนที่แผ่แบนออกเป็นแผ่นซึ่งอาจมีรูปร่างแตกต่างกันไปหลายแบบดังนี้
ปลายใบ (leaf apex) คือ ส่วนบนหรือปลายสุดของแผ่นใบซึ่งมีลักษณะ
ต่างๆ กัน

ฐานใบ (leaf base) คือ ส่วนของแผ่นใบที่บริเวณติดกับก้านใบซึ่งมีการผัน
แปรแตกต่างกันไปได้หลายลักษณะ

ขอบใบ (leaf margin) มีลักษณะต่างๆ

ชนิดของใบ แบ่งออกเป็น
ใบเดี่ยว (simple leaf) คือ ใบที่มีแผ่นใบ 1 แผ่นติดอยู่บนก้านใบ 1 ก้าน
ใบประกอบ (compound leaf) คือ ใบที่มีแผ่นใบย่อย (leaflet) ตั้งแต่ 2 ใบขึ้นไปติดอยู่บนก้านใบ 1 ก้าน แบ่งออกเป็น

-
ใบประกอบแบบขนนก (
pinnately compound leaf)
-
ใบประกอบแบบมือ (palmately compound leaf)

</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">การเรียงตัวของเส้นใบ (venation) มี 3 แบบ คือ
เส้นใบเรียงขนานกัน (parallel venation) เส้นใบจะเรียงขนานกันตั้งแต่ฐานจนถึงปลายใบ พบในใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แบ่งเป็น

เส้นใบเรียงขนานคล้ายฝ่ามือ (palmately parallel venation) เป็นการเรียงของเส้นใบจากฐานใบขนานไปเรื่อยจนจดปลายใบ
เส้นใบเรียงขนานคล้ายขนนก (pinnately parallel venation) เป็นการเรียงของเส้นใบที่แตกจากเส้นกลางใบแล้วขนานกันไปจนจดขอบใบ
เส้นใบเรียงแบบร่างแห (netted venation หรือ reticulate venation) มีการแตกแขนงของเส้นใบย่อยออกไปทุกทิศทางแล้วมาประสานกันเป็นร่างแหพบในใบพืชใบเลี้ยงคู่ แบ่งเป็น
เส้นใบเรียงแบบร่างแหคล้ายฝ่ามือ (palmately netted venation) มีเส้นใบใหญ่มากกว่า 1 เส้น แตกเรียงขนานจากฐานไปสู่ปลายใบแล้วมีเส้นใบย่อยแตกแขนง
เส้นใบเรียงแบบร่างแหคล้ายขนนก (pinnately netted venation) มีเส้นกลางใบ 1 เส้นแตกจากฐานใบไปสู่ปลายใบแล้วมีเส้นใบย่อยแตกเป็นร่างแห

เส้นใบเรียงแบบไดโคโตมัส (dichotomous venation) เส้นใบจะเรียงขนาน แต่ปลายสุดของเส้นใบแตกเป็น 2 แฉก
</p><p style="margin: auto 0in" class="style27">
</p>