เมื่อวาน (14 พ.ย. 50) ได้รับเอกสารเรื่อง Science and Technology in U.S. International Affairs, 1992 จาก อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ เป็นเอกสารที่เก่า 15 ปี แต่แสดงชัดเจนถึงการเปลี่ยนวิธีคิดระดับประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แล้วทอดถอนใจว่าวิธีคิดเชิงอนาคต เชิงระบบ เช่นนี้ เมื่อไรเมืองไทยเราจะคุ้นเคย
พอดีวันนี้ไปเป็นประธานประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ สวรส. เพื่อกำหนดกระบวนการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และพิจารณาประเด็นการสังเคราะห์ความรู้ ที่ สช. – สวรส. ต้องการให้ นพ. วิพุธ พูลเจริญ เป็นผู้ดำเนินการ เรื่อง “กรอบการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพ” ที่ นพ. วิพุธ เสนอให้ใช้วิธีวิทยาด้านการมองภาพอนาคต แต่ทาง สช. – สวรส. ยังไม่ชัดเจน
ผมจึงได้เรียนรู้เรื่องวิธีคิดเกี่ยวกับการมองอนาคตในสังคมไทย
ดร. สุวรรณี ละออปักษิณ เตรียม review เรื่องการวิจัยอนาคต มานำเสนอในที่ประชุม โดยใช้ เทคนิค foresight หรือ เทคนิค scenario ผมมองว่าสภาพที่เราคุ้นเคยคือไล่ตามอนาคต ซึ่งมีจุดอ่อนอย่างมากมาย ไม่ช่วยให้สังคมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ที่การเปลี่ยนแปลงไม่เป็นเส้นตรงได้ จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ดักอนาคต
ผมจึงได้รับรู้ว่า สวปก. กำลังทำวิจัย foresight ระบบประกันสุขภาพ โดยทำอย่างมีระบบและใช้ข้อมูลมาก
ผมให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมว่าการวิจัยภาพอนาคตไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ภาพ แต่มีเป้าหมายให้เข้าใจปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตไม่เป็นเส้นตรง ไม่ใช่ภาพที่ลากจากอดีต สู่ปัจจุบัน สู่อนาคต แต่เป็นภาพกระโดด เนื่องจากมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดฝัน และภาพอนาคตจากการวิจัยต้องมีหลายภาพ แล้วต้องทำความเข้าใจว่าถ้าเราอยากได้ภาพใด เราต้องทำอะไรบ้าง กระบวนการวิจัยอนาคตและผลการวิจัย จะช่วยให้เราไม่ประมาท ตระหนักต่อการเปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดฝัน และเตรียมตัวป้องกันและรับมือไว้ล่วงหน้า
เราถกเถียงกันว่า การวิจัยมองอนาคตจะมีประโยชน์ต่อการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ หรือไม่ ในที่สุดเราก็สรุปว่า มีประโยชน์ เพราะว่าในกระบวนการที่จะจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ นั้น จะมีคณะกรรมการ 5-6 ชุดดำเนินการ
คณะกรรมการเหล่านี้มีหน้าที่สังเคราะห์ประเด็นความรู้ และทำกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนสังคม ใน 12 ด้าน คือ
1. ปรัชญาและแนวคิดหลักของระบบสุขภาพ
2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์และเป้าหมายของระบบสุขภาพ
3. การจัดให้มีหลักประกันและความคุ้มครองให้เกิดสุขภาพ
4. การสร้างเสริมสุขภาพ
5. การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ
6. การบริการสาธารณสุขและการควบคุมคุณภาพ
7. การส่งเสริม สนับสนุน การใช้และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ
8. การคุ้มครองผู้บริโภค
9. การสร้างและเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพ
10. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ
11. การผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข
12. การเงินการคลังด้านสุขภาพ
เราคุยกันว่า วิธีมองประเด็นเชิงอนาคต สไตล์คุณหมอวิพุธ น่าจะมีคุณประโยชน์ในด้านการสร้างมุมมองหรือความรู้ที่หลากหลาย เน้นการมองต่างมุม หรือการสร้าง diversity ของความรู้ คล้ายเป็นการสร้าง chaos ของความรู้ แล้วคณะกรรมการจัดทำธรรมนูญฯ และคณะทำงานยกร่างสาระสำคัญฯ 5 ชุด ที่ สช. กำลังจัดเตรียม ทำหน้าที่สังเคราะห์สร้าง convergence ของความรู้ เอาไปใช้งาน มองว่าเป็นการสร้าง order ของความรู้ กิจกรรมการมองอนาคตเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างมุมมองใหม่ๆ ที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย
กว่าจะมองทะลุจนเห็นความงามของ chaos – order, diversity – convergence ก็ถกกันอยู่นาน ผมบอกที่ประชุมว่า ถ้าจะให้ผมเข้าไปมีส่วนกระตุ้นให้เห็นคุณค่าของ disagreement คุณค่าของ diversity คุณค่าของ chaos ละก็ผมถนัด
ทาง สช. – สวรส. วางแผนว่ากรรมการชุดนี้คงจะหมดภารกิจตอนสิ้นปี แล้วจะมีคณะกรรมการวิชาการของ สช. ทำหน้าที่จัดการความรู้เพื่อสนับสนุนการทำธรรมนูญฯ และการสร้างความรู้ใหม่สำหรับพัฒนาระบบสุขภาพ เน้น K Mapping และการสร้าง diversity ของความรู้และมุมมอง เอาใจใส่ทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและความรู้ปฏิบัติ
วิจารณ์ พานิช
15 พ.ย. 50