ผีสึงหมูหล้นไปมาอืนก้ะลึ้ก..กะลึ้ก

วิถีชีวิตการเลี้ยงหมูคนล้านนาสมัยก่อนมี สองวิธีได้แก่การล่ามด้วยเชือกให้หมูเดินไปมา วิธีการนี้คนเลี้ยงต้องอดทนขณะที่นำเชือกมาล่ามเพื่อแก้เคล็ดมิให้เชือกขาดโดยการไม่ผายลม เพราะการผายลมจะมีเสียงคล้ายคำพูดคนล้านนาว่า "ปุ้ด"  หมายถึงขาด  หมายถึงเชือกล่ามหมูขาดบ่อยๆจะเป็นการไม่ดี

ส่วนวิธีการที่สองคือการเลี้ยงแบบขังไว้ในคอก วิธีการนี้คนทำคอกต้องอดทนห้ามข้ามรั้วไม้ที่กั้นคอกหมูเพราะเมื่อหมูโตขึ้นมันจะกระโดดออกจากคอก .....ดังเช่นคำกล่อมเด็กคนล้านนาตอนหนึ่งร้องว่า      "อี่เอ้ยเหยหมูมึงออกคอก   ไส้มึงออกยาวศอกยาววา ....."คนทำคอกต้องเดินผ่านประตูคอกหมูจนเสร็จ

ไม่ว่าจะเลี้ยงหมูด้วยการล่ามเชือกหรือเลี้ยงไว้ในคอกผู้เลี้ยงจะต้องวางควัก(กระทง)ใบตองบอกเจ้าที่เจ้าทางให้รักษาหมูมิให้ถูกผีลาวมาทำร้าย  ขณะเดียวกันคนที่เลี้ยงหมูจะได้ประโยชน์จากหมูที่เก็บเศษขยะเปียกนั่นคือเศษอาหารทุกอย่างจะรวมกับรำเป็นอาหารหมู   จะเห็นว่าคนสมัยก่อนท่านไม่รู้จักคำว่า" ขยะเปียก" เพราะหมูเก็บไปแปรรูปเป็นตัวหมูโตขึ้นๆ  แล้วเจ้าของก็ขายแปรเป็นเงินค่าเล่าเรียนลูกบ้าง  ค่าของใช้ในครอบครัวบ้าง  เมื่อขายตัวหนึ่งไปแล้วก็ซื้อลูกหมูตัวใหม่มาเลี้ยงเป็นการหมุนเวียนกันไปในวิถีชีวิต  แม้จะไม่เป็นอาชีพแต่ก็มีกันทุกครอบครัวเพื่อเก็บขยะเปียกดังกล่าวแล้ว

เหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นกับหมูนั่นคือผีมันมาสึง(สิง)ตัวหมูให้หล้น(วิ่ง)ไปมาจนเชือกขาด หรือก็กระโดดออกจากคอกโดยไม่ทราบสาเหตุ บางตัวไล่งับข้บ(กัด)พวกไก่ เป็ดบินหนีปีกคาข้างหางคาก้นกันจ้าละหวั่นส่วนหมาต้องวิ่งหนีกันหางจุกตูดเจ้าของจะต้องรีบตะโกนบอกเพื่อนบ้านช่วยกันป้องกันมิให้หมูหนีออกจากบ้านปล่อยให้มันวิ่งในรั้วบ้านจนผีออกจากตัวมัน  หรือหากมันวิ่งนานมันยังไม่หยุดเจ้าของต้องทำควัก(กระทง)บอกเจ้าที่เจ้าทางแล้วนำควักไปวางที่ๆมันนอนบอกขอเจ้าที่เจ้าทางให้ไล่ผีออกจากตัวหมู ไม่นานนักผีก็จะออกจากตัวหมูไป

เจ้าของก็จะนำหมูไปผูกหรือขังไว้ในคอกตามเดิม