นายหน้าพืชเกษตรยุคตลาดเสรี

 

ตลอดระยะเวลา ๗-๘ ปีที่ผ่านมา สังคมพม่ามีความ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากพอควร ผู้คนดูจะมีอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการทำมาหากิน หลายคนต่างแสวงหาโอกาสและเสาะหางานเพิ่มรายได้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชีพเป็นนายหน้านับว่าเฟื่องฟูหลากหลายมากกว่าแต่ก่อน อาทิ นายหน้าซื้อขายบ้าน นายหน้าซื้อขายรถยนต์ นายหน้าซื้อขายอัญมณี นายหน้าจัดหาคนใช้และแรงงาน นายหน้าซื้อขายตั๋วเครื่องบิน นายหน้าวิ่งเต้นคดีความ นายหน้าฝากเด็กเข้าเรียน นายหน้าหางานในต่างประเทศ นายหน้าซื้อขายเงินดอลลาร์ และแม้แต่การซื้อขายผลผลิตทางการเกษตรก็ต้องผ่านนายหน้าด้วยเช่นกัน สังคมพม่าจึงเข้าสู่ยุคสังคมนายหน้า ที่งานแทบทุกอย่างต้องเสียค่านายหน้า

 

หากย้อนดูสังคมการเกษตรสมัยสังคมนิยมก่อนเหตุการณ์จลาจลปี ค.ศ. ๑๙๘๘ นั้น ชาวพม่าที่เป็นชาวไร่ชาวนามักมองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาซื้อผลผลิตในราคาควบคุมด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรถึงกับพูดกันว่า ยามเห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงมาหมู่บ้าน แทบอยากจะขับสุนัขไล่กัด เพราะชาวบ้านมักถูกเจ้าหน้าที่บังคับซื้อผลผลิตในราคาควบคุม อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐมักวางอำนาจข่มชาวบ้านราวกับมาเรียกค่าเช่าที่ทำกิน แต่พอพ้นยุคสังคมนิยมมาถึงสมัยรัฐบาลสล็อร์ก กล่าวว่าชาวบ้านกลับให้การต้อนรับผู้เข้ามาซื้อผลผลิตด้วยความเต็มใจ เพราะเกษตรกรสามารถขายผลผลิตของตนให้กับเอกชนในราคาตลาด ซึ่งเป็นธรรมกว่าเดิม

 

จากการที่รัฐบาลสล็อร์ก ได้ยกเลิกระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้ผูกขาด และนำระบบเศรษฐกิจตามกลไกตลาดมาใช้ นับแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๘ ตามคำประกาศที่ ๑/๘๘ นั้น ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางการค้าและการบริการได้ จึงเกิดมีบริษัทเอกชนก่อตั้งขึ้นมากมาย ทั้งเพื่อการค้าภายในประเทศและการส่งออกยังต่างประเทศ การซื้อขายผลผลิตจึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากกว่าแต่ก่อน กลไกของรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตและการตลาด โดยปล่อยให้บริษัทเอกชนและเกษตรกรซื้อขายผลผลิตกันโดยอิสระ

 

บริษัทที่รับซื้อพืชเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรวมตัวอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง เพื่อดำเนินกิจการรับซื้อสินค้าเกษตรสำหรับการส่งออกไปต่างประเทศ การลงไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรยังพื้นที่การเกษตรซึ่งอยู่ตามชนบทนั้น ยังเป็นเรื่องยากลำบาก แม้ว่าหากบริษัทลงไปซื้อผลผลิตถึงพื้นที่เอง ย่อมจะมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ถูกกว่าก็ตาม แต่วิธีการเช่นนี้กลับไม่เป็นที่นิยม บริษัทมักต้องอาศัยคนในท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดซื้อผลผลิตให้ ดังนั้นในตลาดซื้อขายพืชเกษตรจึงมักพบเหล่านายหน้าเข้ามาเจรจาซื้อผลผลิตจากชาวไร่ชาวนาแทนเจ้าของบริษัทในเมืองหลวง นายหน้าเหล่านี้จึงมิใช่คนแปลกหน้าจากที่อื่น หากแต่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่น ที่เกษตรกรมักรู้จักเป็นอย่างดี

 

การเลือกนายหน้าซื้อพืชเกษตรนั้น บริษัทมักเลือกนายหน้าที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่สะดวกในการติดต่อทางโทรศัพท์ ทั้งนี้เพราะภาวะการซื้อขายมักไม่คงที่ กลางวันว่าอย่างหนึ่งตกกลางคืนกลายเป็นอีกอย่าง ราคาสินค้าขึ้นลงได้ไม่เลือกเวลาและจำเป็นต้องติดตามภาวะการส่งออก บางคราวต้องเร่งซื้อ บางเวลาต้องชะลอไว้ บริษัทและนายหน้าในท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องติดต่อกันได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้านเส้นทางขนส่ง และความสะดวกในการโอนเงินผ่านตัวแทนที่เรียกว่า ฮูนดี อีกด้วย

 

พม่าเรียกนายหน้าซื้อพืชเกษตรว่าอะแวด่อ อะแวด่อจะทำหน้าที่เป็นคนกลางดูแลด้านการหาซื้อพืชเกษตรในท้องถิ่นส่งให้กับบริษัท ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสมัยสังคมนิยม อะแวด่อหรือนายหน้าพืชเกษตรมีทั้งหญิงและชายและมักเป็นคนในท้องถิ่น โดยมากจะเป็นผู้ที่เคยทำมาหากินเป็นนายหน้าซื้อขายสินค้าอื่นมาก่อน ส่วนใหญ่มักยึดอาชีพอะแวด่อเป็นเพียงอาชีพเสริมรายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก สำหรับรายได้จากการเป็นอะแวด่อนั้น จะกำหนดให้เป็นค่าคอมมิสชั่น ตกร้อยละ ๑ ของราคาผลผลิตที่จัดส่งให้กับบริษัท ในการส่งออกนั้น หากบริษัทดำเนินการส่งออกเองจะต้องเสียภาษีให้รัฐ ร้อยละ ๑๐ ดังนั้นบางบริษัทจึงเลือกที่จะนำพืชเกษตรที่ซื้อมาได้จากเกษตรกรส่งขายให้กับรัฐบาล ดูแล้วเหมือนกับว่าบริษัททำหน้าที่เป็นอะแวด่อของรัฐอีกทอดหนึ่งนั่นเอง

 

บริษัทเอกชนมักต้องอาศัยนายหน้าในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ มีสัจจะ ชำนาญในการเสาะหาผลผลิต และมีไหวพริบ อีกทั้งไม่มัวหมองด้านการพนัน มีความประพฤติไม่สุรุ่ยสุร่าย บางทีต้องดูด้วยว่ามีนิสัยชอบแจกรางวัลนักร้องคาราโอเกะหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่คนรักสนุก แต่เนื่องจากความยากลำบากในด้านการติดต่อสื่อสารและการเดินทางระหว่างเมืองกับชนบท ทำให้การติดต่อกันระหว่างนายหน้ากับเจ้าของบริษัทยังเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัด หุ้นส่วนบางรายจึงอาจไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน บางรายรู้จักกันเฉพาะทางโทรศัพท์ แต่อาศัยความไว้วางใจ พร้อมๆไปกับความเสี่ยง จึงต้องร่วมดำเนินธุรกิจแบบค่อยๆดูใจกันไป การทำธุรกิจในยุคฟักตัวของระบบการค้าแบบใหม่ของพม่านี้ จึงอาศัยเพียงสัจจะเป็นพันธะเท่านั้น มิได้พึ่งหนังสือสัญญาใดๆผูกมัด

 

ปัญหาในการซื้อสินค้าเกษตรโดยอาศัยนายหน้านั้น เกิดขึ้นได้หลายกรณี นายหน้าบางคนเล่ห์จัด อาจหลอกเอาเงินจากบริษัทโดยไม่ซื้อสินค้าให้ตามที่ตกลง หรือบอกราคาเกินจริง บางคราวบริษัทได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ มีการเจือเม็ดกรวด เม็ดทราย ปลอมปนด้วยน้ำมันเครื่อง หรือผสมคาร์บอนปนมาในธัญพืช อาทิ ข้าว และงา เหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทผู้ซื้อมีเป็นจำนวนมาก จึงต้องแข่งขันกันกว้านซื้อผลผลิตเพื่อการส่งออก จนไม่มีเวลาพอที่จะตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ต่างจากสมัยก่อนที่ย่านซื้อขายวัตถุดิบและที่แปรรูปผลผลิตมักจะอยู่ในเพื่อที่ใกล้เคียงกัน อาทิ ถั่วและงามักจะนำมาขายในย่านที่มีโรงผลิตน้ำมันพืชเป็นต้น

 

ด้วยเหตุที่พม่าเพิ่งก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ นายหน้าพืชเกษตรของบริษัทเอกชนจึงเป็นอาชีพใหม่ ที่ไม่เคยมีในสมัยสังคมนิยม สำหรับชาวพม่าแล้วนับว่าเป็นเรื่องแปลกทีเดียวที่คนที่ไม่รู้จักมักคุ้นมาก่อนอย่างนายหน้ากับเจ้าของบริษัทซื้อพืชเกษตรสามารถดำเนินธุรกิจในวงเงินเป็นแสนเป็นล้านได้ เพราะแต่ก่อนมานั้นแม้ชายหญิงที่หมายปอง กว่าจะตกลงใจอยู่ครองชีวิตคู่กันได้นั้นยังต้องมีการดูใจ เพื่อเฝ้าดูนิสัยใจคอกัน โดยเฉพาะผู้หญิงหากตำน้ำพริกไม่แหลกเม็ด จะถือว่าไม่เหมาะที่จะเป็นแม่ศรีเรือนของชายใด ธุรกิจนายหน้าซื้อพืชเกษตรในยุคกลไกตลาดจึงถือเป็นความสัมพันธ์แบบใหม่ในการประกอบธุรกิจ ที่ไม่อาจรอนานได้ ภาษิตพม่าที่ว่า ยามผนตก ให้รีบรองน้ำ จึงพอจะไปกันได้กับสังคมธุรกิจในพม่าเช่นปัจจุบัน

 

วิรัช นิยมธรรม (ข้อมูลจากนิตยสารธนะ ฉบับเดือนตุลาคม ๑๙๙๕)