GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เศรษฐกิจพม่าในสมัยเอกราช

เศรษฐกิจพม่าในสมัยเอกราช ๑. สมัยรัฐบาลสันนิบาตต่อต้านฟาสซิสต์ (ค.ศ.๑๙๔๘–๑๙๕๘) เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒
เศรษฐกิจพม่าในสมัยเอกราช
๑. สมัยรัฐบาลสันนิบาตต่อต้านฟาสซิสต์ (ค.ศ.๑๙๔๘–๑๙๕๘)
เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เศรษฐกิจของเมียนมาตกต่ำลงเนื่องเพราะผลของสงคราม พอประเทศเมียนมาได้รับเอกราช รัฐบาลสันนิบาตอิสรภาพต่อต้านฟาสซิสต์ได้พยายามที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเมียนมา  ในเวลานี้เป็นเวลาที่ประชาชนต่างทุกข์ยากเดือดร้อน นายทุนต่างชาติก็หวนกลับมายังประเทศเมียนมาและพยายามที่จะนำเงินมาลงทุน ในวันที่ ๖ มิถุนายน ๑๙๔๗ นายพลอองซานได้เป็นประธานในการประชุมหารือเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเมียนมา ณ อาคารโซยันโตเฟีย (C6bioN96brub]k) จากการประชุมครั้งนั้นรัฐบาลสันนิบาตอิสรภาพต่อต้านฟาสซิสต์จึงได้กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ ๒ ปีขึ้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๑๙๔๘ ในแผนพัฒนาฉบับนั้นได้ระบุถึงการเวนคืนที่ไร่ที่นาเป็นของรัฐ การให้กรรมสิทธิ์ในที่นาแก่ชาวนา การเพิ่มการส่งออกข้าว และการยึดกิจการของนายทุนต่างชาติให้ตกเป็นของรัฐ เป็นต้น
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ ๒ ปี บริษัทของนายทุนอังกฤษบางส่วนได้ถูกโอนเป็นของรัฐโดยรัฐจ่ายค่าชดเชยให้ บริษัท Irrawaddy Flotilla Co. ซึ่งดำเนินกิจการการเดินเรือภายในประเทศก็ถูกโอนเป็นของรัฐเช่นกัน ในทำนองเดียวกัน กิจการบริษัททำไม้ถูกโอนเป็นของรัฐพร้อมกับตั้งคณะกรรมการด้านป่าไม้ขึ้นมารับผิดชอบแทน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่อาจดำเนินกิจการส่งออกไม้ได้สำเร็จนัก เพราะประเทศยังขาดความสงบเรียบร้อย ส่วนงานด้านการค้าข้าวและพื้นที่เกษตรกรรมก็ถูกโอนเป็นของรัฐด้วย และเพื่อให้ประชาชนมีเงินทุนเพื่อสามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ จึงได้เปิดธนาคารพาณิชย์เพื่อบริการเงินกู้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลเองนั้นก็ต้องการเงินทุนเช่นกัน จึงร่วมทุนกับนายทุนต่างชาติ
ในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ รัฐบาลสันนิบาตอิสรภาพต่อต้านฟาสซิสต์ได้กำหนดแผนพัฒนาที่เรียกว่า ประเทศร่มเย็น(exPNg9kNlk) แผนพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นตามการรายงานของบริษัทการค้าจากสหรัฐอเมริกา คือ Knappen Tippetts & Abbott Engineering Co. (KTA) จากการทำข้อตกลงทางธุรกิจกับต่างประเทศ และมีการร่วมลงทุนกับบริษัทนายทุนในการขุดเจาะทรัพยากรแร่ธาตุ ได้ส่งผลให้ประเทศต้องอยู่บนเส้นทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
จากการศึกษาเศรษฐกิจของประเทศเมียนมาในปี ค.ศ. ๑๙๕๑ พบว่าในการดำเนินโครงการนั้นได้มอบหมายให้บริษัท KTA และบริษัท Robert Nathan Associates, Inc. เป็นผู้ดำเนินการเป็นเวลา ๒ ปี แต่เมื่อมีการประชุมแผนพัฒนาประเทศร่มเย็นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๕๒ กลับมีการขยายเวลาเป็น ๘ ปีจากเดิมที่กำหนดไว้ ๒ ปีเท่านั้น ในการดำเนินแผนพัฒนา ๘ ปีนั้น บริษัท KTA คาดการณ์ไว้ว่าจะต้องใช้เงินถึง ๗,๕๐๐ล้านจั๊ต  โดยวางแผนว่าจะใช้เงินทุนจากภายในประเทศจำนวน ๕,๐๐๐ ล้านจั๊ต และที่เหลืออีก ๒,๕๐๐ ล้านจั๊ตต้องยืมจากต่างประเทศ มีการดำเนินกิจการด้านการเกษตร การส่งเสริมอุตสาหกรรม และกิจการเหมืองแร่ อีกทั้งมีการโอนกิจการที่ยังมิได้เป็นของรัฐเพิ่มขึ้นอีก
ตามแผนพัฒนาประเทศร่มเย็นได้มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานขนาดเล็ก โรงพยาบาล วิทยาลัยการช่าง สถาบันเทคโนโลยี โรงเรียนเกษตรกรรม โรงเรียนสัตวแพทย์ และโรงเรียนแพทย์มัณฑะเล อย่างไรก็ตามในการก่อตั้งกิจการต่างๆกลับเปิดทางให้กับกิจการตามใจประสงค์ของเหล่าผู้นำประเทศเป็นลำดับแรก  ดังนั้นแผนพัฒนาประเทศร่มเย็นจึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเพราะต่างมัวสร้างชื่อเสียงให้กับตน ในการดำเนินตามแผนพัฒนาประเทศร่มเย็นนั้น ได้ให้น้ำหนักต่องานด้านอุตสาหกรรมมากกว่างานด้านเกษตรกรรมซึ่งสำคัญต่อประเทศ มีการใช้งบประมาณเพื่อขยายพื้นที่การเกษตรน้อยมาก รัฐบาลสันนิบาตอิสรภาพต่อต้านฟาสซิสต์ได้ทรยศต่อเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมแล้วค่อยๆโน้มเอียงสู่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมแทน โดยให้การสนับสนุนการลงทุนโดยเอกชนทั้งภายในและจากต่างประเทศ และการปล่อยเงินกู้ให้กับเหล่านายทุนในประเทศได้ทำให้ระบบทุนนิยมเติบโตรุ่งโรจน์ ในที่สุดบรรดาใบอนุญาตการค้าเข้าส่งออกที่รัฐออกให้ไว้ก็กลับตกไปอยู่ในมือของเหล่านายทุนต่างชาติจนสิ้น
๒. สมัยรัฐบาลรักษาการ (ค.ศ.๑๙๕๘–๑๙๖๐)
ในสมัยรัฐบาลรักษาการ การพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในความดูแลของรัฐบาล มีการตั้งหน่วยงานเพื่อวางแผนพัฒนาแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมการกำหนดงบประมาณและการใช้จ่ายเพื่อทำหน้าที่พิจารณาลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่จะทำก่อนหลัง
ในปี ค.ศ. ๑๙๕๙ รัฐบาลได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน ๓๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐจากรัฐบาลอเมริกาเพื่อใช้จ่ายสร้างถนนย่างกุ้ง-มัณฑะเล และเพื่อสร้างหอพักสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง อีกทั้งยังรับความช่วยเหลือด้านความเชี่ยวชาญต่างๆจากต่างประเทศนอกเหนือจากการส่งนักเรียนทุนไปเรียนยังต่างประเทศ
การเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจได้รับความเอาใจใส่ ธนาคารเพื่อการเกษตรได้ปล่อยเงินกู้ไปจนถึงระดับหมู่บ้าน และในการเรียกคืนเงินกู้เพื่อการเกษตรก็ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ๆจากต่างประเทศมาทดลองปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิต อีกทั้งยังดำเนินการให้ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์และมีการเพาะปลูกพืชเสริม มีการตั้งคณะทำงานด้านกำจัดศัตรูพืชขึ้นโดยให้มีการใช้ยากำจัดศัตรูพืช และยังได้มีการดูแลในเรื่องน้ำ จึงช่วยให้ข้าวมีผลผลิตมากขึ้น
ในสมัยรัฐบาลรักษาการ งานด้านการทำไม้และงานด้านการเสาะหาทรัพยากรแร่ธาตุเติบโตขึ้นเพราะรัฐบาลสามารถปราบปรามผู้ก่อการร้ายได้อย่างเห็นผล มีการตั้งฝ่ายจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบซึ่งช่วยให้การเงินดีขึ้น นอกจากนี้งานประกันในด้านต่างๆก็สามารถดำเนินการได้อย่างประสบความสำเร็จ
ในด้านการคมนาคม มีการตั้งบริษัทเดินเรื่อ ๕ ดาว(EdpN'jtx:'NHlg4§kd6,»Iu)ขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ.๑๙๕๙ เพื่อดำเนินกิจการเดินเรือทะเล ส่วนการคมนาคมในเมืองย่างกุ้งก็ได้ซื้อกิจการเดินรถฮีโนของญี่ปุ่น สำหรับโรงงานผลิตป่านได้ขยายเวลาจากเปิดวันละ ๒ ร้านเพิ่มเป็น ๓ ร้าน และโรงงานน้ำตาลที่ปยีงมะนา(xyfNt,okt) เซยะวดี(g=py;9u) และนัมมะตี(o,Á9ut)ให้มีการบริหารร่วมจากที่เดียว จึงทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนบริษัท Rowe and Co. และสาขาต่างๆถูกซื้อเป็นของแผนกจำหน่ายสินค้ายุทธปัจจัย คณะกรรมการด้านพลังงานไฟฟ้าสามารถดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่คลองบะลู(4u]^tg-yk'Nt)ในรัฐคะยาอย่างเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆจึงมีการพัฒนา
มีการจัดระบบการดำเนินการในด้านสหกรณ์ซึ่งมีมาแต่ก่อน โดยตั้งคณะกรรมการสหกรณ์เพื่อดูแลด้านการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค และมีการเปิดร้านสหกรณ์ที่เรียกว่า ร้านปีกผีเสื้อ หรือ เละปยาต่อง(]bxNexkg9k'N)ขึ้นในเมืองย่างกุ้งและเขตรอบนอกของเมือง
๓. สมัยรัฐบาลสหภาพ (ค.ศ.๑๙๖๐–๑๙๖๒)
ในเวลาที่รัฐบาลสหภาพรับภารกิจสืบต่อจากรัฐบาลรักษาการนั้น เศรษฐกิจกำลังเติบโตด้วยดี ถือเป็นช่วงเวลาหลังสงครามที่การผลิตสินค้าเติบโตเป็นอันมาก รัฐบาลสหภาพประกาศว่าจะเปลี่ยนโอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในการดูแลของ Defence Services Institute (DSI) ในขณะนั้นให้กับ Burma Economic Development Corporation (BEDC) มีการกู้ยืมเงินจากธนาคารโลกและประเทศจีนเพื่อดำเนินแผนพัฒนาระยะ ๔ ปีเป็นครั้งที่ ๒ ให้เป็นรูปธรรม แต่กระนั้นก็สืบต่อยืนหยัดอยู่บนเส้นทางทุนนิยม การลงทุนโดยนายทุนอังกฤษและอินเดียยังคงมีอยู่มากมาย และการผลิตสินค้าในประเทศก็ยังอยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ จึงไม่อาจดำเนินการผลิตสินค้าในระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ซึ่งจำเป็นต่อประเทศและไม่อาจควบคุมการค้าขายกับต่างประเทศได้
พอรัฐบาลสหภาพได้อำนาจไว้ได้ ๒ ปีเศรษฐกิจก็ทรุดลงมา สินค้าอุปโภคบริโภคก็ค่อยๆมีราคาสูงขึ้น แต่รัฐบาลสหภาพก็มิได้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจจากรากฐาน มีแต่เพียงเปิดร้านจำหน่ายสินค้าจำเป็น ที่เรียกว่า ร้านสวัสดิการ(xisb9C6b'N) เท่านั้น ดังนั้นในสมัยรัฐบาลสหภาพ เหล่านายทุนต่างชาติจึงยังคงกุมอำนาจทางเศรษฐกิจได้อยู่
ข้อมูลจากแบบเรียนประวัติศาสตร์เมียนมา ชั้น ๑๐
(วิรัช นิยมธรรม แปล)


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 15517
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)