วันนี้ผมไปบริจาคโลหิตมาครับ....ดูเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็ทำได้...แต่การบริจาคครั้งแรก...มันไม่ง่ายอย่างที่เข้าใจกัน...เป็นเพราะอะไรมาติดตามเรื่องกันต่อไปครับ
เริ่มแรกผมรู้แล้วว่า วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีนัดกันที่โรงเรียนสิ่นหมิน ไปบริจาคโลหิตกัน...เขาเชิญชวนให้เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ...แรกๆ ก็คิดว่าครั้งนี้ขอลองไปบริจาคดูหน่อย..ถ้าผ่านครั้งแรกไปเดี๋ยวก็ทำได้เอง..(ทุก ๓ เดือน ปีละ ๔ ครั้ง)
พอวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ ใจชักจะไม่อยากบริจาคแล้ว..เพราะว่าลึกๆ แล้ว กลัวเข็มครับ..คงเป็นเรื่องฝังใจในอดีต...ใครๆ ก็กลัวเข็มกันทั้งนั้น...แล้วทราบว่าถ้าพักผ่อนร่างกายไม่เพียงพอก็บริจาคไม่ได้...คราวนี้เลยหาเรื่องอดนอนเสียเลย
แต่ด้วยครั้งนี้มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ต้องเป็นฝ่ายจัดการดูแลผู้ที่มาบริจาคโลหิตด้วย...จึงได้ขึ้นรถเมล์จากมน.ไปโรงเรียนสิ่นหมินระยะเวลาในการเดินทางจริงๆ เกือบ ๓๐ นาที......ไปถึงโรงเรียนประมาณตอน ๙ โมงครึ่ง มีผู้ที่รู้จักมักคุ้นบริจาคไปแล้ว ๒-๓ ท่าน...
ไปถึงเขาก็ชักชวนให้ลงทะเบียนบริจาคเลือด เราก็เฉไฉไปเรื่องอื่นก่อนว่าไม่ได้มาบริจาคแต่มาให้กำลังใจ แถมเอาน้ำผึ้งไปชงเครื่องดื่มให้กับผู้มาบริจาคด้วย....
ไปเที่ยวคุยตรงจุดโน้น จุดนี้.....จุดเปลี่ยนอยู่ที่เราสังเกตว่าวันนี้มีคนมาบริจาคโลหิตน้อย (เพราะว่าวันนี้..มีกิจกรรมมาก คนที่เป็นเป้าหมายของการรับบริจาค ไม่อยู่ที่โรงเรียนและสถานที่ใกล้เคียง) ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมง มีคนมาบริจากแค่ ๓๐ คนเอง
คราวนี้ผมก็หาเรื่องเข้าข้างตัวเองก่อน คือ คนที่จะบริจาคเลือดนั้นเขาต้องตรวจสอบก่อนว่าเลือดลอยหรือจม เขาจะเจาะเลือดที่ปลายนิ้วของเรา แล้วเอาใส่หลอดเล็กๆ (หลอด capillary) จากนั้นจะไปหยดใส่ในน้ำยา ดูว่าเลือดจมหรือลอย
ถ้าเลือดลอย อาจจะพักผ่อนไม่พอ บริจาคไม่ได้ แต่ถ้าเลือดจมก็บริจาคได้....ไอ้เราพักผ่อนไม่พอคงบริจาคไม่ได้...แต่พอไป test ก็ผ่านครับ...
คราวนี้ก็ต้องไปกรอกประวัติ (ในกรณีบริจาคครั้งแรก) วัดความดัน... ผ่านขั้นนี้ไป ก็ไปขั้นรับหลอด (ใส่ตะกร้า) ตรวจสอบเลือด (ว่าจะมีเกร็ดเลือดเพียงพอหรือไม่ และเป็นเลือดที่จะนำไปใช้ได้จริงหรือไม่) เป็นหลอดเล็กๆ ๒ หลอด พร้อมกับถุงบรรจุโลหิต ๕๐๐ ซีซี หรือ ครึ่งลิตร...แล้วก็เดินไปขึ้นเขียง...โอ้ยไม่ใช่ ไม่ขึ้นเตียงสนาม (ตอน ๑๑ โมงพอดี)
ขั้นนี้เป็นขั้นตอนสำคัญมาก สำหรับผู้บริจาคโลหิตหน้าใหม่ เพราะว่าถ้าทำให้การบริจาคโลหิตครั้งแรกไม่เป็นที่ประทับใจแล้ว จะไม่มีการบริจาคครั้งต่อไป (ตรงนี้ต้องหาคนมาคอยคุยให้กำลังใจ และอีกส่วนหนึ่งให้คลายกังวล...ได้ครูโอ๋โรงเรียนสิ่นหมินมาคุยด้วย)
พอขึ้นนอนบนเตียงแล้ว เขาก็จะทำความสะอาดแขนตรงข้อพับหาเส้นเลือด จากนั้นจะฉีดยาชาให้ เป็นการฉีดยาชาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ชาตรงแถวเส้นเลือดเท่านั้น...สักพักก็เริ่มการแทงเข็มสำหรับบริจาคเลือด ช่วงนี้เขาก็จะให้....กำแบ...กำแบ...โดยใส่ลูกบีบไว้ที่มือ แล้วให้บีบ..ปล่อย...สลับกันไป...ประเดี๋ยวเดียวได้เลือดไปครึ่งถุงแล้ว..(จริงๆ เป็นน้ำยาไม่ให้เลือดแข็งตัว ๑๐๐ ml.)
ช่วงที่แทงเข็มนั้น...ไม่เจ็บเลย (เพราะว่าฉีดยาชา) มีความรู้สึกว่า ไปตรวจเลือด (ตรวจสุขภาพ) ยังเจ็บมากกว่า ประมาณไม่ถึง ๑๐ นาทีก็ได้เลือดออกมา ๕๐๐ ml. เป็นอันว่า...ผ่านกิจกรรมบริจาคเลือดครั้งแรกไปแล้ว
ช่วงถอดความคิด...บริจาคเลือดครั้งไหน เราก็ไม่เดินเข้าไปใกล้ๆ เพราะกลัวว่าจะมีคนชวนไปบริจาค..ก็เรากลัวเข็มนี่..ครั้งนี้เราก็พยายามหาเรื่องจะปฏิเสธ...แต่ใจหนึ่งก็อยากบริจาค..เพราะว่าถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง..ครั้งต่อไปก็เป็นเรื่องง่าย...ก่อนบริจาค..คิดว่าคนที่บริจาคเลือดได้นี่เก่งจริงๆ เพราะต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้..
แต่วันนี้เราก็ทำได้....มันอยู่ที่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่จะเอาชนะใจตนเองนั่นเอง...เป็นเรื่องท้าทายมาก...วันนี้ความคิดเปลี่ยนแล้ว...อยากจะบอกคนทั้งหลายว่า....."การบริจาคโลหิต ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และเป็นเรื่องไม่น่ากลัว(อีกต่อไป) แถมยังเป็นการให้ที่ประเสริฐสุด เป็นทาน-การให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่าเป็นการให้ทานชีวิต" ครับ
![]() |
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

ยินดีด้วยนะคะที่ได้บริจาคเลือดคร้งแรก หนูบริจาคเลือดมาแล้ว 4 ครั้งค่ะ ครั้งแรกมันกลัวๆแต่พอครั้งต่อไปก็ชินคาะเจาะเลือดแป๊บเดียวไม่เจ็บอย่างที่คิดไว้เลยใช่ไหมคะ
เข้ามาแสดงความยินดีกับอาจารย์ beeman ด้วยค่ะ
ขอแจมด้วยคนคะ ดีใจด้วยคะ ดิฉันก็เคยบริจาคโลหิตเหมือนกันแต่มีตำนานนิดหนึ่ง ประมาณว่าดิฉันขอดูพลาสเตอร์ติดแผลก่อนเพราะว่าถ้าไม่สวยไม่ขอบริจาค คือจะมีแบบเป็นผ้าซึ่งติดทนมากเวลาแกะออกมีรอยกาวเยอะมากไม่ชอบ...ครั้งนั้นไม่บริจาคแต่พอมารอบที่ 2 พลาสเตอร์พลาสติกตัดสินใจบริจาคคะ เพราะรอยกาวไม่เยอะและเหนียวมาก
เพราะอะไรรู้ไหมคะ ก็เราติดห้ามเลือดแป๊บเดียวเอง แต่ครั้งนั้นภูมิใจมากเลยคะ ตอนนี้บริจาคมาแล้ว 19 ครั้งคะ
ผมเคยบริจาคตอนเรียนปริญญาตรีครับ ตอนนั้นเขาต้องการโลหิตด่วน หลังจากนั้นก็ไม่เคยบริจาคอีกเลย เหตุผลลึกๆ ก็เหมือนกับอาจารย์ครับ
นี่ผมสัญญากับ อ.หมอวัลลภ ว่าจะบริจาคโลหิตครับ จำได้ดี แต่ก็มีเหตุผลร้อยแปดว่าแต่ละวันติดโน่นติดนี่ ทั้งๆ ที่ถ้าจะบริจาคจริงทำได้ง่ายมากที่ ม.สงขลานครินทร์ ครับ
เดี๋ยวจะใช้วิธีไปเดินแถวหน้าห้องบริจาคดูครับ เผื่อยังไงได้บริจาคเหมือนกันครับ
ผึ้งเป็นร้อยเป็นพันตัวยังไม่กลัวสามารถนำมาเลี้ยงได้ แต่ปลายเข็มนิดเดียว อ.beeman ทำไมถึงกลัวละคะ แต่ก็ต้องแสดงความยินดีที่ได้บริจาคเลือดเป็นผลสำเร็จแล้วนะคะ ส่วนตัวน้ำตกปอยไม่มีโอกาสให้หรอกคะ ไม่ใช้กลัวเข็มแต่ไขมันในเส้นเลือดสูงคงให้ใครไม่ได้แน่ ๆ
ต้อมเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองมีกรุ๊ปเลือดอะไรก็ตอนโตมากๆ แล้ว เพราะตอนมัธยมต้น - และมัธยมปลาย มีการตรวจหากรุ๊ปเลือดทีไร ก็จะมีอันคลาดแคล้วทุกที บางทีต่อคิวนานและยาวมาก พอถึงคิวต้อมก็ปรากฏว่าเข็มหมดมั่ง พยาบาลพักบ้าง ก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองกรุ๊ปเลือดอะไร พอโต.. เวลาเห็นใครเป็นอะไรต้องการเลือดก็อยากจะให้ความช่วยเหลือมาก แต่พอให้ทีไรก็จะลำบากพยาบาลในการหาเส้นเลือดให้เจออีกเพราะหายากมาก ต้องใช้เวลานาน แถมเมื่อให้เลือดใครทีไร..พอผ่านไปสักพักก็เป็นลมค่ะ เดือดร้อนให้เขาต้องอุ้มใส่เปลอีกหนอ ^^
สวัสดีค่ะอาจารย Beeman
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ, ขอตอบภาพรวมทุกท่านเพื่อประหยัดทรัพยากรนะครับ
ยินดีด้วยค่ะ
สำหรับตัวเองเริ่มบริจาคครั้งแรกตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย บังเอิญอยู่ใกล้กับสภากาชาดไทย(อังรีดูนัง)ก็เลยตัดสินใจไปบริจาคดู เจ้าหน้าที่ที่นั่นน่ารักและเป็นกันเองกับผู้มาบริจาคทุกคน ทำให้เราประทับใจและตั้งใจจะบริจาคเป็นประจำทุก 3 เดือน
ตอนนี้บริจาคเกือบ 30 ครั้งแล้วค่ะ พลาดไปหลายครั้งเหมือนกันเพราะจะกำหนดไว้เลยว่าจะบริจาคเดือน กพ. , พค. , สค. , และ พย. ถ้าพลาดก็ต้องข้ามไป เพราะต้องการให้ตรงกับเดือนเกิด(พค.)และเดือนของวันแม่ ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งเพราะส่วนตัวแล้วไม่ค่อยได้ทำบุญที่วัดสักเท่าไหร่ เข้าวัดแล้วมันร้อนค่ะ....อิอิ...ล้อเล่นนะคะ
จะคอยนับวันรอ 3 เดือนตลอด เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง อยากบริจาคมากทั้งที่รู้ตัวว่านอนดึก เจ้าหน้าที่ถาม..เราก็โกหกไป ปรากฎว่าเลือดมันฟ้อง ไม่ยอมจมซะงั้น เลยถูกให้กินยาบำรุงแล้วค่อยมาบริจาคใหม่ 555 แต่อาทิตย์ต่อมาก็กลับไปบริจาคได้เหมือนเดิม เพราะดูแลตัวเองมาอย่างดี
เสียอย่างเดียว เป็นคนกรุ๊ปเลือด บี ซึ่งเป็นหมู่ที่ค่อนข้างฮอตฮิตมีปริมาณบริจาคเยอะ เลือดที่บริจาคเลยได้ใช้บ้างไม่ได้ใช้บ้าง
แต่รู้สึกภูมิใจทุกครั้งค่ะที่ได้เดินขึ้นตึกอุบัติเหตุ เพื่อไปบริจาคเลือดให้ผู้ที่เจ็บป่วย (ปัจจุบันอยู่ จ.สุราษฎร์ธานี ค่ะ)
สวัสดีค่ะอาจารย์ ยินดีด้วยนะคะ กับการเอาชนะใจตนเองได้ค่ะ นุ่นก็เคยคิดกลัวเหมือนกับอาจารย์ในช่วงแรกๆ ตอนนี้นับรวมแล้วบริจาคมาแล้ว 2 ครั้งค่ะ (แฮะๆ) และคิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปบริจาคอีกค่ะ
อ่านแล้วก็นึกถึงบริจาคครั้งแรกๆ ตอนเรียนอยู่
เพราะอยากได้ ปากกาลูกลื่น พร้อมโอวัลติน 1 แก้ว
(ที่ไม่บอกใครคือ เพราะตามเพื่อนไปดูพยาบาลห้องบริจาคเลือด)
ตอนหลังๆนี่ไม่ค่อยได้บริจาค เพราะกลัวเจ็บ(เฉพาะไอ้ตอนที่ อ.บีแมน บอกว่าเอา lancet เจาะปลายนิ้วนั่นแหละ ที่กลัวที่สุด)
ยินดีด้วยครับ เชื่อว่าท่านจะได้รับกุศลแรง และจะมีสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ (ขออนุญาตมาเป็นชุดตามนิยามสุขภาพ) ตลอดไปครับ
ด้วยความเคารพรัก
ยินดีต้อนรับสู่ชมรมผู้บริจาคโลหิตครับ
ผมบริจาคมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 อย่างต่อเนื่อง ขาดไปบ้างเวลามีงานตรงกับการรับบริจาค หรือมีครั้งหนึ่งทานยาแก้อักเสบ แล้วบริจาค ทางสภากาชาดสงสัยว่าจะเป็นไวรัสบี ให้ตรวจซ้ำรอดูผลเกือบปี เลยเว้นช่วงมาจนถึงวันนี้ก็ยังกลัวเข็มอยู่เลยครับ
แต่ถึงกลัว ก็ต้องทำครับ
ขอให้ผู้ที่ยังไม่บริจาค เริ่มเถิดครับ มี 1 แล้วจะมี 2 ,3..... ต่อไป
ความสุขใจที่ได้ คุ้มค่าครับ confirm. !!!
ตอนแรกก็รู้สึก “กลัวเข็ม” เช่นเดียวกับอาจารย์ แต่พอได้ดูกบนอกกะลาตอนที่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด ได้เห็นถึงความทุกข์ของผู้ปกครองเด็กๆที่ป่วยและต้องการเลือด เพราะบางวันแทบไม่มีเลือดให้กับเด็กๆเหล่านั้นเลย ทำให้ต้องมาทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง คราวนี้พอพี่ๆชวนไปบริจาคเลือด ก็เลยไปเตร่ๆเพื่อดูลาดเลาก่อน แต่พอได้บริจาคครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สอง…ครั้งที่สาม…ก็ตามมาได้ค่ะ เดี๋ยววันที่ ๓๐ มกราคมนี้ก็มีนัดกับสภากาชาดเพื่อบริจาคเลือดอีกครั้งหนึ่งค่ะ
เผลอไปหน่อย...มีท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกับบันทึกนี้ครับ...ไม่ได้ตอบนานมากแล้ว..
ดีมาก