รองเท้านันยางที่เคยใช้เล่นตะกร้อเพื่อออกกำลังกาย เปลี่ยนมาใช้ในการวิ่งนิดๆและเดินมากๆ เนื่องจากช่วงหลังผมจะให้เวลาการออกกำลังกายกับการเดินมากกว่าวิ่ง เมื่อวานนึกสนุก จึงเดินออกไปหน้ามหาวิทยาลัยและมุ่งไปโลตัสนวนคร ใช้เวลา ๓๐ นาที ผมอยากรู้ว่าผมเดินความเร็วเท่าไร จึงนำโทรศัพท์มาตั้งเวลาพบว่า ๑๒๐ ก้าว/นาที

   ระหว่างเดินกลับ แวะไปที่ตลาดนัด ซื้อสลัดมา ๒ ถุง ตั้งใจว่าจะนำไปให้เด็กที่เฝ้าสโมสรข้าราชการและคณาจารย์ด้วย ๑ ถุง ซื้อเสร็จก็มองดูรอบๆตลาดนัด แม่ค้าแต่ละคนดูจะวุ่นวายอยู่กับการขายของ ส่วนลูกค้าก็เดินแวะเวียนไปตามร้านต่างๆ ที่ตนต้องการ ผมซื้อของที่ต้องการเสร็จ จึงเดินออกมาจากที่นั้น เลี้ยวซ้ายตั้งใจจะมุ่งหน้าไป มหาวิทยาลัย แต่เห็นป้าขายไส้กรอกอยู่ จึงสั่งไส้กรอกแบบเปรี้ยว ๒๐ บาท "ป้า ขายที่นี้ทุกวันเลยหรือ" "ไม่หรอก เฉพาะวันอาทิตย์ถึงวันศุกร์จะขายที่นี้ แต่วันเสาร์ขายที่ตลาดวัดธรรมนาวา" ที่ผมถามก็เพื่อหวังว่า จะได้ไปเป็นลูกค้า หากสิ่งที่ป้าทำนั้นทำให้ลิ้นผมมีน้ำลายสอ ส่วนวัดธรรมนาวาที่ป้ากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่หลังมหาวิทยาลัยนี่เอง ซึ่งก็ไปไม่ไกลหากจะเดินด้วยเท้าเปล่า "เอ้า ลืมเลย ว่ากี่ลูก" ผมพบว่า ถ้าเราชวนป้าคุย ป้าจะลืมการนับได้ ดังนั้น การคุยโดยไม่ดูตาม้าตาเรือมันจะไหม่เหมาะกับเราเลย ผมซื้อของเสร็จจึงเดินต่อไป เห็นเพื่อนหญิงนักสิ่งแวดล้อม แต่งตัวยังกะเด็กบ้านนอก ไม่เห็นจะเหมือนอาจารย์สิ่งแวดล้อมเลย เสื้อผ้าเก่าๆ เดินมาแต่ไกล ผมว่าผมจะแอบที่มุมเสาไฟฟ้า เพื่อทำตัวเป็นเด็กและจะ "เหอะ" ให้เขาตกใจ คิดไปคิดมา อย่าไปทำเลย จึงเดินไปและเปิดถุงไส้กรอกให้ชิม เขาชิม ๑ ลูก และคุยกับตามประสาเพื่อนๆ ทราบว่า เธอมารดต้นไม้ในมหาวิทยาลัย เป้าหมายอีกอย่างคือ ออกกำลังกาย ด้วยการเดินจากหอพักซึ่งอยู่นอกมหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยและการทำงาน ทำให้ผมนึกได้ว่า ผมเคยพูดกับเธอวันก่อนนี้เอง "ดูรูปร่างจะเหมือนแม่บ้านเข้าไปทุกทีแล้วนะ ลดๆ ลงบ้างก็ได้" อันที่จริงก็เป็นคำพูดเปราะๆ ของผมบ่อยๆ กับคนบางคนที่พูดได้เท่านั้น แน่นอนว่า คำพูดนั้นน่าจะมีอิทธิพลต่อการออกกำลังกายของเขาไม่น้อย

   ผมเดินมาสโมสร เห็นอาจารย์เขาร้องเพลงและออกกำลังกายบนลู่วิ่งในห้องแอร์ ผมตัดสินใจไม่เข้าสโมสรดีกว่า ประจวบกับเด็กเฝ้าสโมสรเดินออกมาพอดี ผมยื่นถุงสลัดให้ ๑ ถุง "เอ้า ซื้อมาฝาก" เขาไหว้ผมและมองผม "ขอบคุณค่ะ นี่อาจารย์เดินมาหรือคะ เดี๋ยวหนูไปส่งนะคะ" "ไม่ต้องๆ ผมเดินไปซื้อของที่นวนคร ออกกำลังกายไปเรื่อยๆ ไม่อยากอ้วนเหมือนเรา" พร้อมกับการหัวเราะชอบใจของผม "แหม อาจารย์ก็" นั้นคือคำที่เธออุทานออกมา "วันนี้ผมไม่เข้าสโมสรแล้ว อยากเดินต่อ ขอตัวก่อนนะ" แล้วผมก็จากไป สิ่งที่ผมคิดในใจคือ ทำไมเด็กที่คอยรับใช้คนอื่น เราจึงมองว่าเขาเป็นคนดี

   ผมมาสโมสร ผมจะมาฝึกร้องเพลงลูกทุ่ง เผื่อว่าไปออกงานไหนจะได้ไม่อายเขา แม้การร้องจะเหมือนพระสวดก็ตาม ผมมักจะรินน้ำร้อนมาดื่ม และผมจะไปล้างเอง เด็กคนนี้จะให้ผมวางภาชนะไว้เสมอ แต่ผมก็บอกว่า "อย่าฝึกให้ผมเสียนิสัย กินแล้วไม่ล้าง" ผมก็ล้างเองตลอด  สิ่งที่น่าสงสารคือ เด็กคนนี้จะเก็บกวาด เช็ดถู ล้างจานชาม ที่อาจารย์เขามากินกันเป็นอย่างดี เรียกว่า รับใช้อาจารย์ได้ดีมากๆ เขาจึงมักได้รับคำชมว่า "เขาเป็นเด็กดี" อาจารย์จะซื้ออะไร เขานี่แหละจะเป็นผู้ไปซื้อมาบริการให้ เวลาที่เหลือก็จะอ่านหนังสือไปด้วย ผมเคยถามเขาว่า "เห็นอาจารย์ดื่มเครื่องเมานี่ เรารับได้ไหม" คำถามของผมมักจะตรงๆ อย่างนี้ อันที่จริงก็ต้องการรู้ความคิดจริงๆ "รับได้ค่ะ ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ" "อ้าว เรารับได้ยังไงกันละเนี่ย" เมื่อผมโต้กลับ เขาก็หัวเราะแหะๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยพูด และเป็นเด็กผู้หญิงที่อ่อนหวานทีเดียว เพื่อนและผมเรียกเขาว่า "แม่จำเนียร"

   กล่าวได้ว่า ได้เดินออกกำลังกายเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง จากนั้นจึงมานั่งกินสลัดแทบจะไม่หมดแน่ะ