GAP มาจาก Good Agricultural Practices
หลักการง่ายๆคือ การจัดการฟาร์มที่ดี ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่มีสารเคมีตกค้าง โดยพื้นฐานจึงน่าจะดีต่อเกษตรกรเอง ต่อผู้บริโภค ต่อสิ่งแวดล้อม
เท่าที่ไปดูที่จันทบุรี เกษตรกรบอกว่า GAP ลดต้นทุนการผลิตได้เพราะลดการใช้สารเคมีมากเกินจำเป็น (เนื่องจากต้องมีการตรวจสภาพดินก่อน เกษตรกรจึงรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยบางตัว เพราะมีมากพอเกินพอในดินอยู่แล้ว)
แต่การส่งเสริม GAP ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เราคิดว่า เป็นปัญหาในการวางยุทธศาสตร์ของกรมวิชาการเกษตรหรือเปล่า
ประการแรก
ถ้ากระทรวงเกษตรส่งเสริมการทำ GAP เพื่อความปลอดภัยของตัวเกษตรกรเอง ของผู้บริโภค และของสิ่งแวดล้อมก็คงจะดี GAP จะสนับสนุนแนวทางเกษตรอินทรีย์ได้ แต่นี่ไปใส่ความคิดให้เกษตรกรผูกกับประโยชน์ของการส่งออกเป็นหลัก ผลคือเมื่อส่งออกไม่ได้จริง หรือไม่ได้ราคาดีอย่างที่คาดหวัง (ด้วยหลายเหตุผล) เกษตรกรก็ผิดหวัง ไม่เห็นว่า GAP จะดีแต่อย่างใด...
ประการที่สอง
เกษตรกรไม่ถนัดจดบันทึก (ถึงจดได้ก็ไม่ชอบจด เหมือนนิสัยคนไทยทั่วไป) ในการทำ GAP ต้องมีการบันทึกข้อมูลในการปฏิบ้ติงานในแปลง จะแก้ปัญหา หรือปรับกลยุทธ์ตรงนี้อย่างไร
ประการที่สาม
กรมส่งเสริมการเกษตร ก็เริ่มทำ GAP บ้าง แต่เป็น Good Agricultural Products ไม่ใช่ Practices แบบของกรมวิชาการเกษตร คือ กรมส่งเสริมฯเน้นสินค้าไม่มีสารตกค้าง ไม่สนใจกระบวนการ
โดยปกติ ประเทศผู้นำเข้าต้องการ traceability คือ สอบกลับได้ว่าผลผลิตมาจากฟาร์มไหน มีวิธีการปฏิบัติอย่างไร การออก GAP ให้กับสินค้า จะสอบกลับถึงสวน ถึงวิธีปฏิบัติของสวนได้หรือไม่ แต่ GAP แบบกรมส่งเสริมการเกษตรก็อาจจะใช้ได้กับการส่งออกไปบางประเทศเช่น จีน แต่อาจไม่ใช่ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป
ที่สำคัญคือ GAP แบบกรมส่งเสริมฯ ไม่ได้หนุนเสริมการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเองและต่อสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร
แล้วเกษตรกรจะสับสนหรือไม่กับ GAP สองมาตรฐานของสองกรม ที่ไม่ค่อยจะทำงานเป็นเนื้อเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไร