บทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๑๙. อุดมศึกษาเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพของประเทศในเวทีสากลผ่านการสร้างและพัฒนากำลังคนและการสร้างความรู้และนวัตกรรมผ่านระบบวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ในภาคการผลิตโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับความเข้มแข็งของสังคมโดยรวมอย่างไรก็ตามจากผลการประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยพบว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ติดกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีคุณภาพทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศต่ำโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับท้ายๆของประเทศที่ได้รับการจัดอันดับซึ่งสะท้อนให้เห็นจากจำนวนบุคลากรวิจัยผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการสิทธิบัตรรวมทั้งการลงทุนของรัฐในกิจการวิจัยและพัฒนา</p> ๑๒๐. อย่างไรก็ตามโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่การปรับโครงสร้างและเร่งรัดให้เกิดความเชื่อมโยงในนโยบายและแผนต่างซึ่งมีอยู่แล้วเช่นแผนแม่บทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแผนแม่บทรายอุตสาหกรรมแผนแม่บทการปกครองท้องถิ่นแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแรงงานและแผนแม่บทการศึกษาเป็นต้นซึ่งเมื่อบูรณาการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศแล้วอุดมศึกษาก็จะมีความชัดเจนในบทบาทของตนเองมากยิ่งขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๒๑. ในฐานะที่อุดมศึกษาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบวิจัยของประเทศการสร้างความเป็นเลิศของการวิจัยของอุดมศึกษาจึงขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างระบบวิจัยในภาพรวมซึ่งรวมถึงนโยบายระบบวิจัยการจัดสรรทรัพยากรวิจัยการบริหารจัดการทุนวิจัยตลอดจนการประสานพลังระหว่างหน่วยปฏิบัติการวิจัยรัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในกระบวนการจัดสรรทรัพยากรวิจัยเพื่อสร้างงานวิจัยที่มีมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีความจำกัดในงบประมาณสนับสนุนในขณะเดียวกันก็ยังต้องดูแลการวิจัยที่ไม่มีผลต่อภาคการผลิตหรือมูลค่าเชิงเศรษฐกิจแต่มีความจำเป็นต่อสังคมรวมทั้งการสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ซึ่งยังขาดประสบการณ์และโอกาสและการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการผลิตผลงานทั้งจากสถาบันของรัฐและเอกชน</p><p> ๑๒๒. ปัจจัยความเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับอุดมศึกษาเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการการผลักดันเนื่องจากความรว่มมือยังอยู่ในระดับต่ำภาคเอกชนมักไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยที่อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในขณะที่มหาวิทยาลัยมักไม่วิจัยจากโจทย์อุตสาหกรรมและไม่ทราบความต้องการของภาคเอกชนนอกเหนือจากความแตกต่างในวัฒนธรรมการทำงานและปัญหาความลับทางการค้าแม้ในปัจจุบันรัฐจะมีมาตรการส่งเสริมเช่นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเท่าหากเอกชนมีกิจกรรมวิจัยและพัฒนาเป็นต้นแต่การพัฒนางานวิจัยในภาคเอกชนเองยังต้องพัฒนาอีกมากยิ่งเอกชนส่วนใหญ่ไม่มีความต้องการนักวิจัยทำให้ขาดแรงจูงใจในเส้นทางอาชีพของนักวิจัยไทยในภาคเอกชน </p><p></p><p>แนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัย</p><p>กับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๒๓. ประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ดีมหาวิทยาลัยจะเชื่อมต่อได้ดีกับภาคการผลิตสร้างความรู้และนวัตกรรมใหม่นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยยังถูกคาดหวังให้เป็นสถาบันสังคมมีบทบาทชี้นำความคิดและการเปลี่ยนแปลงของสังคมพันธกิจและความคาดหวังนี้จำแนกให้มหาวิทยาลัยแตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นเพียงสถาบันที่จัดการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษา</p><p>การสร้างความรู้ที่มีคุณภาพอาศัยระบบวิจัยที่สมบูรณ์เชื่อมต่อทั้งมหภาคจนถึงหน่วยปฏิบัติการวิจัยในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัดการจัดทรัพยากรเพื่อการวิจัยจะมีลักษณะการแข่งขัน (Competitive research) ให้กับบุคคลกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มองค์กรและสถาบันระบบResearch Assessment Exercise (RAE) ของสหราชอาณาจักรถูกสร้างขึ้นมาประมาณ   ๑๕ ปีใช้จำแนกและจัดลำดับความสามารถในการวิจัยของหน่วยงาน/ กลุ่มสาขาวิชาการในมหาวิทยาลัยสหราชอาณาจักรและมีการประยุกต์และปรับปรุงกลไกและการจัดลำดับมาหลายครั้งจึงเสนอให้ประยุกต์และปรับใช้ระบบ RAE เพื่อการประเมินความสามารถการวิจัยและจัดสรรทรัพยากรเพื่อการวิจัยสำหรับอุดมศึกษาไทย</p><p>๑๒๔. รัฐควรใช้กลไกเช่น RAE: จัดสรรทุนวิจัยแบบ Competitive bidding สำหรับกลุ่มองค์กร: ส่งเสริมศูนย์แห่งความเป็นเลิศทั้งระดับมหาวิทยาลัยระดับประเทศและตามวาระประเทศ (National agenda)หรือการชี้เชิงนโยบาย (Policy directed)() ที่ให้ทางเลือกประเทศและให้ผลลัพธ์จากการวิจัยทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและเกิดผลผลิตเศรษฐกิจ() จำแนกว่าหน่วยงานใดอยู่ในตำแหน่งหรือมีสามารถในขั้นตอนใดทั้งการวิจัย(Research) การพัฒนา (Development) การบ่มเพาะความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัย (Incubation) การพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (Commercialization)ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานหรือกลุ่มมหาวิทยาลัยอาจมีความสามารถมีความเหมาะสมมี ความจำเพาะและวางตำแหน่งของตนที่ขั้นหนึ่งตอนใดหรือหลายขั้นตอนได้ใช้ผล RAE และการวางตำแหน่งของแต่ละสถาบันในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยปรับให้เหมาะเพื่อจัดเงินวิจัยสำหรับแต่ละกลุ่ม  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๒๕. ปัจจุบันโครงการพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำงานในลักษณะกลุ่มมหาวิทยาลัย (Consortium) มุ่งสร้างศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการ  กลุ่มสาขาวิชาการได้รับการสนับสนุนงบประมาณผ่านคณะกรรมการอุดมศึกษามีการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคการผลิตถึงระดับหนึ่งในช่วงต่อไปควรจัดให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่มมหาวิทยาลัยศูนย์ความเป็นเลิศภาคอุตสาหกรรมในและต่างประเทศภาคสังคมและชุมชนและแหล่งทุนแหล่งวิชาการต่างประเทศโครงการร่วมพลังนี้ในลักษณะกลุ่มมหาวิทยาลัยนี้สร้างพลังร่วม (Synergy) และการเสริมกันและกัน (Complimentarity) สามารถเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอาจารย์ให้มหาวิทยาลัยใหม่สร้างนักวิจัยให้ภาคเอกชนการทำงานร่วมกับภาคสังคมและชุมชนจะช่วยตอบโจทย์วิชาการที่มาจากชุมชนได้เกิดผลลัพธ์ผลผลิตและผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจการทำงานกับภาคอุตสาหกรรมในและต่างประเทศช่วยการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้การบ่มเพาะวิสาหกิจและการสร้างผลผลิตเชิงการค้าทั้งนี้ต้องมีกลไกอื่นสนับสนุนเช่นการผลักดันของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกระทรวงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องการเข้าถึง Venture capital และแหล่งเงินสำหรับการสร้างวิสาหกิจเทคโนโลยี</p><p> ๑๒๖. มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิจัยแต่ความเข้มข้นและผลสัมฤทธิ์การวิจัยยังอยู่ระดับที่ต่ำกว่าประเทศเอเซียตะวันออกเช่นเกาหลีไต้หวันสิงค์โปร์ซึ่งเริ่มการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ช่วงเวลาใกล้เคียงกันหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการจัดการเชิงระบบมหาวิทยาลัยจึงควรผลักดันให้เกิดระบบวิจัยแห่งชาติที่ควรประกอบด้วย: องค์กรระดับชาติที่กำหนดนโยบายวิจัย (National research policy body) ทั้งมหภาค และ sector: องค์กรจัดสรรเงินทุนวิจัย (Funding agencies) จำนวนหนึ่งมีความหลากหลายเน้นกลุ่มวิชาการที่ต่างกันทั้งนี้หน่วยงานรัฐเช่นกระทรวงภาคเอกชนจะถูกกำหนดด้วยนโยบายแห่งชาติและกลไกจูงใจให้สนับสนุนทุนวิจัยด้วย: หน่วยงานวิจัย (Research implementing bodies) ได้แก่มหาวิทยาลัยศูนย์แห่งความเป็นเลิศห้องปฏิบัติการวิจัยในภาครัฐและเอกชน </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๒๗. ให้มีการออกแบบระบบความเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษาและภาคการผลิตเพื่อสร้างภารกิจของมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่ใช้อุปสงค์จากภาคการผลิตเป็นตัวตั้งทั้งการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนการบริการวิชาการการวิจัย (Demand led curriculum, technical services and research) โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งนี้รัฐพึงจัดทรัพยากรสนับสนุน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๒๘. การสร้างความรู้และใช้ความรู้เพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลายของประเทศเพื่อผลิตกำลังคนด้านการวิจัยเพื่อบ่มเพาะผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อบ่มเพาะเทคโนโลยีต้องการระบบสนับสนุนงบประมาณวิจัยอีกหลายอย่างนอกจากระบบ Competitive bidding ดังนั้นรัฐพึงจัดสรรงบประมาณวิจัยอีกส่วนหนึ่งให้กับสถาบันอุดมศึกษาสำหรับประเด็นต่างๆกล่าวคือการวิจัยในสาขาที่จำเป็นต่อสังคมโดยไม่ต้องผูกกับการเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ, การพัฒนานักวิจัยรุ่นเยาว์นักวิจัยรุ่นใหม่, ทุนประเดิมสำหรับการวิจัยเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมที่มีความเสี่ยงประเภท Venture Capital, การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย, ทุนสมทบ (Matching fund) ในการลงทุนร่วมกับมหาวิทยาลัยหรือภาคเอกชนในกิจกรรมวิจัยบางประเภทรวมทั้งพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางการเงินและภาษีตามความเหมาะสม</p><p>   </p><p align="right">วิจารณ์ พานิช</p><p align="right">๑๕พ.ย.๕๐ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          </p>    <p> </p>