ท่านผู้อ่านให้ความสำคัญกับ ตัวตนแห่งกาย (body) และตัวตนแห่งจิต (self) มากน้อยเพียงใด เราท่านต้องรับปัจจัยเพื่อความเนื่องอยู่ของตัวตนแห่งกาย เช่น ปัจจัย 4 หรืออาจเป็นปัจจัยอินฟินิตีสำหรับปัจจุบัน พร้อมกลไกมากมายสำหรับการรักษาไว้ซึ่งตัวตนแห่งจิต ในรูปแบบของการยอมรับ การนับถือ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือคำอื่นใดที่คนเราสามารถนำมาบัญญัติใช้เพื่อบ่งบอกถึงระดับของความเป็นตัวตน hi class, low class, no class, บางเหตุการณ์ เราเป็นห่วงภาพพจน์ ของตนเอง มากกว่า ตัวตนแห่งกาย ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินทอง สำหรับการยกระดับความเป็นตัวตนในสังคม หรือการให้ได้มาซึ่งสัญลักษณ์ของการบ่งบอกความเป็นตัวตน hi class หรืออะไรมากมาย จนทำให้บดบังความจริงของชีวิตที่ได้มีโอกาสเกิดมา และมักจะมีประโยคที่ใคร ๆ มักใช้กันว่า ขอเถอะ เกิดมาครั้งเดียว ขอให้ทุกอย่างยิ่งใหญ่ สมเกียรติ สมศักดิ์ศรี การรักษาไว้ซึ่งเกียรติ ศักดิ์ศรี นั้น นำความเดือดร้อนมาสู่อีกหลาย ๆ ชีวิตที่เกี่ยวเนื่อง เริ่มจากสังคมเล็กสุด ถึงระดับประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นกล่าวโทษ การปฏิเสธ หรือแม้แต่การใช้ กลไกแห่งจิต ต่าง ๆ หรือกระทั่ง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ก่อให้เกิดความขัดแย้ง สงคราม หรือการเข่นฆ่าทำลายล้าง ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขต่าง ๆ มากมาย ซึ่งคงพอสรุปได้ว่า การมีอยู่ของตัวตน การรักษาไว้ซึ่งความมีตัวตน สามารถก่อเป็นสาเหตุปัจจัยหนุนเนื่องของการเกิดแก่หลายสิ่งอย่างของชีวิตได้
มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนอยากถามว่า เหนื่อยไหม พอหรือยัง กับการที่ต้องให้ได้มา และ รักษาไว้ซึ่งสัญลักษณ์ของความเท่าเทียม และความเหมาะสมกับเกียรติยศ ศักดิ์ศรี แห่งความมีตัวตน ถ้าเหนื่อยแล้วเราไม่มาลองเรียนรู้ถึง การย้อนรอยของความเป็นตัวตน และการปลดปล่อยพันธนาการของความเป็นตัวตน โดยการเริ่มต้นศึกษาความมี ความเป็น ของภาวะตัวตน และการไม่มี การไม่เป็น ของภาวะตัวตน และผลอันเกิดจากสภาพการณ์และภาวะดังกล่าว และเราจะยังคงยินดีให้สิ่งเหล่านี้ตกทอดถึงลูกหลานของเราด้วยหรือไม่ โดยบทบาทของการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ ควรส่งเสริม หรือจำกัดความมีตัวตน และรูปแบบการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาวะตัวตนและภาวะความไร้ตัวตนควรจะมีลักษณะอย่างไร
สวัสดีค่ะคุณพีอาร์เจ
เบิร์ดชอบที่บอกว่า
การย้อนรอยของความเป็นตัวตน และการปลดปล่อยพันธนาการของความเป็นตัวตน โดยการเริ่มต้นศึกษาความมี ความเป็น ของภาวะตัวตน และการไม่มี การไม่เป็น ของภาวะตัวตน และผลอันเกิดจากสภาพการณ์และภาวะดังกล่าว
ก็เลยขอเข้ามาร่วมคิดด้วยคนนะคะ การศึกษาสมัยก่อนดูจะมีคำพูดว่าเรียนเพื่ออ่านออกเขียนได้ และเรียนกับพระเป็นส่วนใหญ่ทำให้สิ่งที่ศึกษาจะมีทั้งทางโลกและทางธรรม ( และน่าจะเป็นทางธรรมสูงกว่านะคะ ) ทำให้คนมีธรรมกับตัวและไม่ได้แยกกันเด็ดขาดเหมือนสมัยนี้
รวมทั้งเป้าหมายของการศึกษาก็เปลี่ยนไปคือเรียนเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน เรียนเพื่อยกระดับของตนเอง..การเรียนแบบนี้จึงไม่ได้ตอบโจทย์ว่า " ได้อะไรจากการศึกษา " เพราะการตั้งเป้าหมายเป็นเจ้าคนนายคนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการอื่นร่วมด้วยไม่ใช่เรียนเพื่อท่องจำอย่างเดียว หรือเรียนแล้วได้ใบมาใบหนึ่งเพื่อรับรองว่ารู้ในวิชาที่สอน ( แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นการรู้แบบใด )
จะดีมั้ยคะถ้าเราลดการ " วัดผล " ที่ยิบย่อยซะจนต้องวัดเป็นคะแนน มาเป็นทักษะโดยรวมโดยดูจากความประพฤติ ความรับผิดชอบ ทั้งที่บ้านที่โรงเรียนในสังคมแทนแบบที่ " นครปฐมโมเดล " ได้ทำให้เราเห็นว่าการประเมินคุณธรรม จริยธรรมของนร.ในการเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ขอบคุณมากค่ะที่เปิดประเด็นน่าสนใจ..ขอบพระคุณค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่สนใจอ่านข้อเสนอทางความคิดนี้ครับ ผมยิ่งเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ถ้าเราสามารถจัดการศึกษากับการเป็นไปของชีวิตได้อย่างสอดคล้องกัน ผมเข้าใจดีครับว่า โดยหลักการแล้ว ทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์เรารังสรรค์ขึ้นนั้นเพื่อความเป็นไปของความเจริญก้าวหน้า ที่เกิดปัญหาในทุกวันนี้ผมว่าเกิดมาจากการรับรู้ และการตีความหมาย พร้อมกับการให้ค่านิยม ความเชื่อ ที่แตกต่างจากเจตนารมย์เดิม ความเข้าใจผิดหลายประการ ก่อให้เกิดค่านิยมที่ผิด เช่น คำว่า เก่ง ส่วนมากเน้นไปทางวิชาการ โดยละเลย อีก สองจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ เรื่องจิตพิสัย และ ทักษะพิสัย ผมไม่กล้าที่จะไม่แน่ใจเลยครับว่า ครูที่สอนทุกวันนี้ ได้ละเลยอีก 2 Domains ที่เหลือหรือไม่ ขอบคุณมากนะครับ แม้ว่าคุณเบริดจะอยู่นอกบริบททางการศึกษา (outsider) แต่แนวความคิด เข้าใจบริบททางการศึกษามากกว่า Insider ถ้ามีโอกาส มาร่วมพัฒนาการศึกษาด้วยกันนะครับ ขอบคุณมากครับ