เจตนาชั่วก็ต้องเป็นบาป เจตนาดีก็ต้องเป็นบุญ เจตนาเป็นตัววัดกรรม

หลายเพลาที่ไม่ได้ทำบันทึก เพราะนึกอะไรไม่ออก มีแต่ลมหายใจที่วุ่นวาย และว้าวุ่น อยากให้เป็นลมหายใจที่ว่างเปล่าเบาสบายจัง พอใช้คำว่าอยากนำหน้าก็คิดไปถึงรากฐานของความทุกข์ที่มาจากตัณหา (ความอยาก) จึงเป็นต้นแห่งความทุกข์ตั้งแต่แรกแล้ว จะให้ผลิดอกออกผลเป็นความสุขได้จังได๋ เหตุและผลมันขัดกัน ต้องทำอย่างไม่หวัง และทำให้ดีที่สุด ปล่อยให้ผลของมันเป็นไปตามธรรมชาติที่พึงเป็นของมัน สร้างหรือทำเหตุให้ดี ผลมันย่อมดีเอง ปลูกมะพร้าวก็ต้องได้กินมะพร้าว ไม่เป็นการปลูกส้มเอายอดมะนาวมาเสียบถึงจะได้ผลมะนาว ทุกวันนี้คนชอบตัดต่อพันธุกรรมใหม่ หรือต่อยอดต่อกิ่ง แต่อย่างไรก็ต้องอยู่ในตระกูลเดียวกัน  จะเอากุศลเป็นอกุศล เอาอกุศลเป็นกุศลก็คงไม่ได้ ตามแนวนี้ดีชั่วในพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ตายตัว การกระทำที่ไปจาก อกุศล คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ผลของมันก็ย่อมเป็นความชั่ว มีรสแห่งความทุกข์ แน่นอน นี่คือกิเลส หากมองเรื่องกรรม พุทธศาสนาก็มองไปถึงเจตนา หรือเจตจำนงค์ ว่าเป็นอะไร ระหว่างดี กับ ชั่ว เจตนาชั่วก็ต้องเป็นบาป เจตนาดีก็ต้องเป็นบุญ เจตนาเป็นตัววัดกรรม หมอจึงต้องให้เซ็นยินยอมไว้ก่อนการรักษาในกรณีที่หนัก ป้องกันการฟ้องร้องทีหลัง

เมื่อวานประชุมสภาคณาจารย์ให้สิทธิ์พนักงานมหาวิทยาลัยสมัครและเลือกผู้แทนมหาวิทยาลัยแล้ว ยิ่งจะสมบูรณ์มากขึ้นเมื่อพรบ.ใหม่ออกมาใช้ รออีกนิด อย่างไรตอนนี้จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยก็ขยับเข้ามาใกล้ข้าราชการแล้ว อีกสองปีน่าจะพอกัน จากนั้นพนักงานก็จะจำนวนมากกว่า ดังนั้นพนักงานต้องเข้าไปมีบทบาทในสภามหาวิทยาลัยได้แล้ว

ทำหน้าที่อย่างมีธรรมะ โดยไม่หวัง(ยศถาบรรดาศักดิ์) ไม่เอา(โกงกินอย่างที่บางคนเป็น) ไม่เป็น (เปรตที่ไม่รู้จักอิ่ม)  ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างมีธรรมะ เมื่อหมดวาระก็ถอดหัวโขนเดินอย่างอิสระ