หากไม่พูดคุยกับผู้ป่วยเราจะรู้หรือไม่ว่าคำแนะนำของเราเข้าไม่ถึงชีวิตชาวบ้าน
เมื่อสองสัปดาห์ก่อนพบผู้ป่วยเบาหวานรายหนึ่งมารับการรักษาในโรงพยาบาล ด้วยอาการเป็นลมหมดสติเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซักประวัติพบว่าขาดยามาประมาณ 1 เดือน แต่ด้วยความที่เราอยากรู้และไม่อยากคิดไปเองว่าผู้ป่วยไม่สนใจเรื่องการดูแลตนเอง จึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วยได้ความว่า ที่ขาดยาเพราะเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนไปทำงานก่อสร้างกับสามีที่กรุงเทพฯ แล้วเกิดป่วยกินข้าวไม่ได้ เลยไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่เขาบอกให้ผู้ป่วยงดยาฉีดควบคุมเบาหวานไปก่อนจนกว่าจะกินข้าวได้ แล้วค่อยกลับมาฉีดยาใหม่  กลับมาบ้านก็ปฏิบัติตาม และรอว่าเมื่อไหร่จะกินข้าวได้  จะได้กลับมาฉีดยาเหมือนเดิม เพราะผู้ป่วยเองก็กลัวว่าอาการของโรคเบาหวานจะเป็นมากขึ้น  ผู้ป่วยเป็นเบาหวานมาประมาณ 7 - 8 ปี และใช้ยาและฉีดอินซูลินควบคุมมาตลอดไม่เคยขาดยา ผู้ป่วยบอกว่ากลัวและคิดอยู่เหมือนกันว่าตัวเองจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเริ่มกลับไปใช้ยาได้เมื่อไร จะกลับไปที่โรงพยาบาลอีกก็ไม่กล้าเพราะเขาไม่ได้นัด จะกลับไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลที่เคยรับยาอยู่ประจำก็ไปไม่ได้ เพราะที่บ้านน้ำท่วม และปู่ก็มาเสียชีวิต เลยต้องช่วยจัดงานศพปู่ให้เรียบร้อยก่อน  ระหว่างที่ผู้ป่วยช่วยจัดงานศพปู่ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆชวนดื่มเหล้า ด้วยความที่ขัดเขาไม่ได้ เกรงเขาจะว่าเอาก็เลยต้องดื่มบ้าง ทำไปทำมาก็เลยดื่มเพลิน ไม่ค่อยได้กินข้าว เสร็จงานศพปู่ รุ่งขึ้นจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก็เลยเป็นลมหมดสติ สามีจึงพามาโรงพยาบาล  หลังจากพูดคุยกับผู้ป่วยทำให้เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ก็เลยทำให้ผู้ป่วยต้องขาดยา ทั้งนี้ด้วยความเข้าใจว่าจะกลับมาใช้ยาได้อีกก็ต่อเมื่อกินข้าวได้แล้ว  ประกอบกับความกลัว ความเกรงใจจึงไม่กล้ากลับไปหาหมอที่โรงพยาบาลนั้นอีก  แม้จะต้องเผชิญกับความกังวลไม่รู้จะตัดสินใจเริ่มฉีดอินซูลินเมื่อไรก็ตาม ยิ่งเจอปัญหาเรื่องน้ำท่วมบ้าน ปู่เสีย  เรื่องสุขภาพของตัวเองก็เลยต้องปล่อยไว้ก่อน และยิ่งเราพยายามเรียนจากผู้ป่วยรายนี้ จะทำให้เห็นชัดเจนว่าคำแนะนำของพวกเราเป็นแค่ความรู้เชิงวิชาการที่ขาดความเชื่อมโยงกับความเป็นจริงของความเป็นมนุษย์ที่มีความคิด ความเข้าใจ มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ต้องเผชิญภายใต้บริบทของแต่ละคน และการที่ผู้ป่วยจะตัดสินใจปฏิบัติตัวอย่างไรนั้น ขึ้นกับความเข้าใจคำแนะนำที่เขารับรู้ และสติปัญญาของเขาในการเผชิญปัญหาชีวิตของตนเอง  ดังนั้น หากคำแนะนำหรือการแก้ปัญหาสุขภาพของเราเกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ ที่มาของพฤติกรรม ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ  ไม่ยอมรับจุดอ่อนของเราในการแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วย และที่สำคัญหากเราไม่ใช้วิจารณญานคิดใคร่ครวญให้รอบคอบ  ผู้ป่วยก็จะต้องกลับไปเผชิญทุกข์ด้วยตัวเองตามลำพัง และท้ายที่สุดถ้าโชคร้ายไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ก็จะกลับเข้ามาโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยรายนี้ ประเด็นคือ
1) เราจะทำอย่างไรให้คำแนะนำของเรามีประโยชน์พอที่เขาจะนำกลับไปใช้ในวิถีการดำเนินชีวิตที่มีบริบทเฉพาะของแต่ละคนได้
2) เราควรคิดไปเองหรือไม่ว่า เขาไม่เอาใจใส่เรื่องการดูแลตนเอง หากเรายังไม่ได้พูดคุยกับเขาก่อน เช่น ผู้ป่วยรายนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าเขารับยามาตลอด 7 - 8 ปี สามารถบอกเราได้ว่าเขาสังเกตตัวเองอย่างไรจึงรู้ว่าตอนนี้น้ำตาลเขาขึ้นหรือลง สามารถคุยกับแพทย์รู้เรื่องว่าตอนนี้เขาฉีดยา กี่หน่วย ฉีดอย่างไร แม้ท้ายที่สุดจะมีข้อมูลว่าดื่มเหล้ากับญาติพี่น้องในงานศพของปู่จนไม่ค่อยได้กินข้าว
3) หากไม่พูดคุยกับผู้ป่วยเราจะรู้หรือไม่ว่าคำแนะนำของเราเข้าไม่ถึงชีวิตชาวบ้าน