
ออกจากสนามบินพวกเราสัมผัสถึงความหนาวเย็นของซีแอตเติล ป้อมบอกว่าปีนี้อากาศอุ่นช้ากว่าปีก่อนมาก แม่นีโอเริ่มกังวลว่าหากอากาศยังเย็นอย่างนี้ ดอกทิวลิปจะบานหรือยังหนอ (มาคราวนี้ตั้งใจมาดูดอกไม้บานนี่หล่ะ) ป้อมถามว่าพวกเราพร้อมจะออกลุยแล้วหรือไม่? หรือว่ามีอาการ jet lag หรือเปล่า? มาถึงขั้นนี้แล้วพวกเราก็บ่ยั่น พร้อมจะลุยไปข้างหน้าอยู่แล้ว ดังนั้น เราจึงออกเดินทางกันเลย

ซีแอตเติล...เมืองต้นตำรับกาแฟ คอกาแฟอย่างแม่นีโอเห็นโปสการ์ดใบนี้แล้วกรี๊ด...
จุดหมายแรกของวันนี้คือจุดชมวิวของเมืองซีแอตเติล เราได้สัมผัสถึงความโรแมนติกของที่นี่ เป็นภาพเมืองที่มีตึกระฟ้าเรียงราย เคียงคู่กับสเปซ นีดเดิล (Space Needle) สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของซีแอตเติล เรามีเวลาไม่มากที่จะชมภาพของเมืองซีแอตเติลทั้งเมือง เพราะเรามีเวลาอยู่ที่นี่เพียงวันเดียว
ดังนั้นจุดหมายต่อไปของเราคือ ขึ้นไปชมความงามของเมืองบนสเปซนีดเดิล เราขับรถเข้าสู่ดาวน์ทาวน์เพื่อขึ้น Monorail ไปยังซีแอตเติล เซ็นเตอร์ อัตราค่าบริการ $2.50 ต่อคน ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ซีแอตเติล เซ็นเตอร์ เปรียบเสมือนศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับชาวซีแอตเติล บริเวณนี้ไม่ได้มีจุดที่น่าสนใจเพียงแค่ สเปซ นีดเดิล แต่ยังรวมไปถึง ศูนย์วิทยาศาสตร์แปซิฟิก (Pacific Science Center) ซึ่งมีโรงหนัง IMAX 2 โรง พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และมีสวนสนุกอีกด้วย
พวกเราเลือกซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวบนสเปซนีดเดิล ราคา $11.00 ซึ่งเป็นแบบขึ้นได้ครั้งเดียว (ตอนกลางวัน) หากใครต้องการเห็นแสงสีของเมืองยามค่ำคืนก็สามารถเลือกซื้อบัตรรอบค่ำได้ หรือหากต้องการขึ้นทั้ง 2 เวลา ก็มีบัตรสำหรับขึ้น 2 รอบด้วย พวกเราขึ้นไปชมวิวซึ่งเห็นรอบ 360 องศา บนความสูง 520 ฟุต โดยอาศัยลิฟท์แก้ว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่พาขึ้นไปพร้อมอธิบาย สถานที่ด้านบนมีร้านอาหาร มุมกาแฟ ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ แต่ไม่ได้แอ้มเงินแม่นีโอหรอกนะ เพราะราคาแพงออกปานนั้น
เราเดินชมวิวโดยรอบพร้อมกับประวัติความเป็นมา ซึ่งมีการวางแผนสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 แต่สร้างจริง ๆ เมื่อปี ค.ศ. 1982 มีการเปรียบเทียบความสูง (และความสวย) ระหว่างสถานที่ที่สำคัญหลายแห่งของโลก เช่น ตึกแฝดแห่งมาเลเซีย ปิรามิดแห่งอียิปต์ เทพีเสรีภาพ และบรรดาตึกสูงขึ้นชื่ออื่น ๆ ที่จุดสูงสุด เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถมองเห็น Mt. Rainier เป็นฉากหลังเพิ่มความโรแมนติกให้แก่ตัวเมืองซีแอตเติล แต่วันนี้ท้องฟ้าไม่โปร่งพอ เราจึงพลาดเมาท์ เรนเนียร์ไป ว้า.....
แต่อย่างไรก็ดีการได้เห็นทัศนียภาพของเมืองทั้งเมืองในยามเย็นเช่นนี้ถือว่าพอเพียงแล้ว *_*


วิวบังคับของซีแอตเติล...ด้านซ้ายคือ space needle
ภูเขาหิมะด้านหลังนั่นหล่ะคือ Mt. Rainier

จากสเปซ นีดเดิล เรานั่งโมโนเรลย้อนกลับมาที่สถานีที่เราขึ้น เพื่อทานข้าวมื้อเย็น ฉันเดินชมว่าจะสั่งอะไรดี ที่นี่เป็นเหมือน food center ที่มีร้านอาหารหลาย ๆ ร้านให้เลือก สุดท้ายฉันตกลงปลงใจสั่งบะหมี่ ถามไถ่ได้ความว่าเป็นร้านอาหารของคนไทย (แต่หน้าตาละม้ายคล้ายชาวอาทิตย์อุทัย) คนขายแนะนำให้ใส่กล่องเพราะใกล้เวลาปิดทำการแล้ว ซึ่งปิดเวลา 2 ทุ่ม มองดูนาฬิกาอีกทีอ้าวนี่จะ 2 ทุ่มแล้วนี่นา
สรุปแล้วพวกเราต้องห่อข้าวของทั้งหลายใส่กล่องเพื่อไปกินกันที่โรงแรม สามทุ่มแล้วยังไม่ถึงที่พักเลย ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว เพลียก็เพลีย เหนื่อยก็เหนื่อย แถมยังหิวอีกต่างหาก แล้วเราก็มาถึง Comfort Inn ซึ่งป้อมได้จองห้องให้เราล่วงหน้าแล้ว เรานอนกันทั้ง 5 คนในห้องเดียวกัน เพราะค่าห้องสุดโหดพอควร บะหมี่ที่เราใส่กล่องมาอร่อยที่สุดในโลกเลย อิอิ !!

โฉมหน้า.... Mt. Rainier
แล้วจะรออ่านการเดินทางของคุณนารีบ้างนะคะ :-)
สวัสดีค่ะ
ต้องการหาหนังเรื่อง Sleepless in Seattle ไม่ทราบว่ายังมีขายที่ไหนค่ะ
ช่วงน่าเที่ยวเมืองนี้ควรไปช่วงไหนดีค่ะ
ขอวีซ่ายากมั๊ยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
ขอตอบดังนี้นะคะ
1. หนังเรื่อง Sleepless in Seattle ค่อนข้างเก่ามาก สมัย Tom Hank ยังหนุ่มอยู่เลย อาจต้องไปถามที่ร้ายขาย CD หรือร้านเช่าหนังนะคะ หรือลอง search จากเว็บที่ขาย CD หนัง แต่อันนี้จะไม่ถูกลิขสิทธิ์นะคะ เรื่องนี้ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่
2. ไปเที่ยว Seattle สำหรับคนเมืองร้อนอย่างเราน่าจะหลีกเลี่ยงช่วงหน้าหนาว คือ ธันวา-กุมภา หากชอบดอกไม้ควรไปช่วงเมษา-พฤษภา เพราะที่นี่ก็มีทุ่งดอกไม้สวยๆนอกเมืองค่อนข้างมาก หากชอบใบไม้เปลี่ยนสีควรไป ตค.-พย. หากอยากไปช่วงเฉลิมฉลอง ควรไปต้นกรกฎา (4 กค.เป็นวันชาติอเมริกา) ซึ่งญาติๆ ของแม่นีโอเคยไปช่วงนี้จะมีขบวนพาเหรด มีการจุดพลุ มีสีสันไปอีกแบบที่บ้านเราไม่มี
3. ปัจจุบันนี้ทำวีซ่าค่อนข้างยาก (ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 911) แต่สมัยแม่นีโอทำนั้นง่ายมาก ทำวันนี้อีก 2 วันก็ให้ไปรับวีซ่า ได้วีซ่า 10 ปี โดยที่ไม่ได้มีเงินในบัญชีจำนวนมาก และเค้าก็ไม่ได้ดูหลักทรัพย์อื่นๆ เลย แต่ตอนนั้นมีเอกสารสำคัญคือ จม.เชิญจากมหาวิทยาลัยของน้องชายเรียนที่นั่นค่ะ