ประสบการณ์เรียนรู้ครั้งนี้น่าสนใจและนับเป็นครั้งแรกของการทำงานร่วมกันระหว่างจักษุแพทย์และดอกเตอร์กิจกรรมบำบัด

นับเป็นกรณีศึกษาการตรวจและฝึกกระตุ้นพัฒนาการทางระบบประสาทความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เน้นการให้โปรแกรมผู้ปกครองไปฝึกต่อที่บ้าน เพราะบ้านอยู่ไกล ผมจึงใช้เวลาตรวจประเมินเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งร่วมกับอาจารย์กิจกรรมบำบัดและนักศึกษากายภาพบำบัดชาวเดนมาร์ก

ประเด็นที่น่าสนใจที่พอสรุปได้จากการตรวจและสร้างโปรแกรมทางกิจกรรมบำบัดระหว่างฝาแฝดพี่กับน้อง ดังนี้

  • แฝดพี่ค่อนข้างมีการตอบสนองต่อเสียง สัมผัส ข้อต่อ ดีกว่าแฝดน้องผู้ที่มีการตอบสนองทั้งสามระบบช้ากว่าและมีการชันคอและพลิกตัวช้ากว่าด้วย ที่สำคัญการใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวของแฝดน้องใช้หมดเร็วกว่าและหลับยาวกว่า อย่างไรก็ตามทั้งคู่มีปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวอัตโนมัติปกติ และมีแนวโน้มกระตุ้นพัฒนาการการเคลื่อนไหวพร้อมๆ กับเน้นการรับรู้ระบบประสาทความรู้สึกพื้นฐานทีละระบบ
  • เป้าหมายคือ เมื่อเด็กตอบสนองต่อระบบการรับความรู้สึกดีระบบหนึ่ง ค่อยๆ เพิ่มอีกระบบ เพื่อรอการประสมประสานผ่านธรรมชาติของการเคลื่อนไหวตามพัฒนาการ
  • การกระตุ้นการเคลื่อนไหวในระยะแรก เน้นการชันคอและมีการกลอกตาตามเสียงและสัมผัส เพิ่มการรับรู้ข้อต่อต่างๆ และเคลื่อนไหวคอ แขน ขา ในท่านอนคว่ำบนหมอนเล็กๆพับหนุนสูง มีกระจกวางไว้ข้างหน้าเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวต่างๆ ขณะฝึก
  • สำหรับแฝดน้อง ควรเน้นปริมาณการฝึกอย่างช้าๆ และไม่ค้างการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อระบบต่างๆ นานเกินไป เช่น ให้แรงกดเบาๆบริเวณกล้ามเนื้อคอด้านหลัง แตะหน้าผาให้ชันคอขึ้นค้างไว้ 3 วินาที ตามด้วยเขี่ยหางตาเบาๆ สัมผัสให้กลอกตาตาม มีแสงไฟกระทบจากกระจกให้เด็กมองบ้างเล็กน้อย
  • สำหรับแฝดพี่ ทำคล้ายแฝดน้อง แต่เพิ่มความนานและจำนวนครั้งมากกว่า เพราะมีพัฒนาการและการสงวนพลังงานจากการเคลื่อนไหวดีกว่า เพิ่มการกระตุ้นเลียงเป็นจังหวะดังแรงๆ ทีละครั้งจนกว่าจะมีการเคลื่อนไหวหน้าฟังเสียง มีการเขี่ยหางตาถี่ขึ้นพร้อมกันได้
  • ในท่าการดื่มนมขวด เพราะเด็กเกินก่อนกำหนดประมาณ 7 เดือนครึ่ง ควรจัดระดับให้คอตั้งกึ่งนั่งนอนบ้าง มีการห่อผ้าขณะป้อนบ้างกรณีอยากให้หลับ แต่เปิดผ้าออกให้โอกาสการเคลื่อนไหวแขนขาในขณะดูดนมบ้าง ขณะที่เด็กทั้งสองดูดนม คุณแม่สามารถนำจุกนมมาแตะสัมผัสบริเวณริมฝีปากเป็นช่วงๆได้ มีการนำกระดิ่งหรือกระพรวนมากระตุ้นการได้ยินพร้อมๆกับการสัมผัสหางตาได้

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเด็กตอบสนองต่อแสง ทำไมไม่กระตุ้นการเคลื่อนไหวโดยใช้แสงนำ

คำตอบคือ เมื่อทดสอบการตอบสนองต่อแสง เด็กมีการตอบสนองช้าและเคลื่อนไหวช้า และเรายังต้องมีการตรวจพัฒนาการของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับสายตาที่เห็นแสงต่อไปว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ปัจจุบันการปรับตัวต่อการเห็นแสงเพื่อเคลื่อนไหวยังทำได้ไม่ดีพอ จึงทำให้โปรแกรมกิจกรรมบำบัดเน้นศักยภาพของเด็กต่อระบบสัมผัส การได้ยิน การรับรู้ข้อต่อ และสัมผัสเป็นหลัก และคาดว่าเด็กจะนำระบบเหล่านี้ไปประสมประสานเองตามธรรมชาติ พร้อมๆกับการปรับตัวของสายตาเลือนลางเช่นกัน