ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนไทย1.ภาพปัญหา        <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ความเป็นมา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 24 (2) ได้ระบุไว้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ  การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ด้วยสมอง ด้วยกายและด้วยใจ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วย แต่จากข้อมูลสรุปผลการสังเคราะห์ ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมิน คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)   ในการประเมินสถานศึกษา ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (รอบแรก พ.ศ.2544-2548) ทุกสังกัด จำนวน 30,010 โรงเรียน พบว่า จำนวนสถานศึกษาที่ผลิตผ่านเกณฑ์ผลิตนักเรียนมีสุขภาพอนามัยดีร้อยละ 92.7 ด้านคุณธรรม ร้อยละ 81.4 ด้านสุนทรียภาพ ร้อยละ 69.6 ด้านทักษะการทำงาน ร้อยละ 65.7 แต่ด้อยในด้านการคิดวิเคราะห์ โดยมีจำนวนสถานศึกษา ผ่านเกณฑ์เพียง ร้อยละ 10.4 ด้านความรู้ ร้อยละ 11.4 และเรียนรู้ด้วยตนเองร้อยละ 24  อาจกล่าวโดยสรุปว่า การศึกษาไทยผลิตคนที่แข็งแรง ซื่อสัตย์ มีทักษะทำงานได้ดี
แต่ด้อยในด้านการวิเคราะห์ และไม่ถนัดในการหาความรู้ด้วยตนเอง หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การศึกษาไทยผลิตแรงงานที่ซื่อสัตย์ มีทักษะในการทำงาน แต่มีข้อจำกัดอย่างมากมายในการฝึกฝนให้รู้จักคิดวิเคราะห์และศึกษาด้วยตนเอง
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        เป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียนที่สำคัญประการหนึ่งที่ต้องดำเนินการ คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การพัฒนาความสามารถในการคิดที่ต้องการให้เกิดในตัวผู้เรียนซึ่งความสำเร็จในการจัดการศึกษาต้องเป็นการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่พัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของสมอง ซึ่งจะเป็นทางนำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบ แต่การจัดการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมา ยังตรงกันข้ามและเป็นปรปักษ์ต่อกลไก
การทำงานของสมอง ตารางต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างและการทำงานของสมองและการจัดระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">2</p>ตารางเปรียบเทียบความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างการทำงานของสมองกับการจัดระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่  <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>

การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง การจัดการศึกษาในโรงเรียน 1.วัยเด็กเล็กเป็นวัยที่สมองพัฒนาและเรียนรู้ได้มากที่สุด  ทั้งยังสำคัญในแง่การสะสมข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงกับข้อมูลประสบการณ์เก่าได้ดีขึ้น ในระดับที่สูงขึ้น2.การที่เซลล์ใยประสาทของสมองของคนจะเชื่อมโยงได้ดี (ความพร้อมในการเรียนรู้) จะต้องมีสภาพแวดล้อมแบบปฏิกิริยาโต้ตอบเช่น เด็กเล็กได้รับการอุ้มกอด  ฟังเพลง  ฟังภาษาพูดคุย  ได้เห็นภาพที่หลากหลายได้สัมผัสได้ชิม  ได้เคลื่อนไหวได้สำรวจทดลองฯลฯเด็กที่ได้รับแรงกระตุ้นภายนอกที่เหมาะสมอย่างหลากหลาย  สมองจะยิ่งพัฒนามากขึ้น  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าหากไม่มีการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในทางใด การเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทส่วนนั้น จะเหี่ยวแห้งตายไป(Use It Or Lose It)3.ความฉลาดของมนุษย์เรามีหลายด้าน เช่นHoward  Gardner เสนอว่ามีอย่างน้อย8 ด้าน คือ 1.ภาษา 2.ตรรกคณิตศาสตร์ 3.ความเข้าใจด้านสถานที่หรือระยะ/มิติของ   สิ่งต่าง ๆ 4.การเคลื่อนไหวทางร่างกาย 1.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมได้รับความสนใจน้อยที่สุด  เช่น ไม่ถือเป็นภาคบังคับได้งบประมาณน้อย  จัดได้ไม่ทั่วถึง  ใช้ครูที่ขาดความรู้ด้านการกระตุ้นเพื่อช่วยพัฒนาสมอง2.การเลี้ยงเด็กเล็ก   เน้นแต่เพียงการกินอิ่มนอนหลับ ปลอดภัยทางกายภาพ โดยผู้เลี้ยงที่ไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาของสมอง เด็กบางคนถูกเลี้ยงในศูนย์เลี้ยงเด็กที่คนดูแลมีความรู้น้อย เงินเดือนต่ำ ต้องดูแลเด็กจำนวนมาก  แม้แต่การเรียนในระดับอนุบาล  ส่วนใหญ่ครูก็มีความรู้น้อย  สอนแต่ภาษาและคณิตศาสตร์เบื้องต้นมีส่วนน้อยที่เป็นโรงเรียนเตรียมความพร้อมสร้างบรรยากาศเรียนรู้ที่ดีและฝึกให้เด็กเล็กใช้สมองทุกด้าน 3.โรงเรียนส่วนใหญ่ เน้นการสอนและวัดผลเพียง 2 ด้าน คือ ภาษาและตรรกคณิตศาสตร์ ไม่ค่อยสนับสนุนให้นักเรียนมีความฉลาดอีก 6 ด้าน ที่สำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมนักเรียนที่เรียนรู้ 2 ด้านแรกได้ไม่ดี

</tbody></table>      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">3</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>

การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง การจัดการศึกษาในโรงเรียน 5.ดนตรี 6.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล7.ความสามารถในการเข้าใจและพัฒนาตนเอง8.การเข้าถึงธรรมชาติของสรรพสิ่งความฉลาดทุกด้านมีความสัมพันธ์และช่วยส่งเสริมเป็นประโยชน์ต่อกันและกัน   4.สมองนักเรียนแต่ละคนมีท่วงทำนองหรือสไตล์การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน มีความพร้อมในเรื่องการเรียนรู้ในแต่ละด้านในแต่ละช่วงอายุที่แตกต่างกัน หากได้รับการสังเกตและส่งเสริมอย่างเหมาะสม  พวกเขาก็จะเรียนรู้ได้ดี จะถูกมองว่าเป็นคนไม่ฉลาด  ความฉลาดด้านอื่น ๆ ของนักเรียนจำนวนมากไม่ได้รับการสังเกตและส่งเสริมพัฒนา ดยเฉพาะสิ่งที่อาจจะเรียกรวมได้ว่าเป็นความฉลาดทางอารมณ์(EQ)และความฉลาดทางด้านจิตสำนึก(SQ)การสอนในระดับมัธยมปลาย เน้นความชำนาญเฉพาะด้านแทนที่จะเปิดโอกาสให้สมองได้เรียนรู้สาขาวิชาอย่างหลากหลาย 4.การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนจัดแบบเดียวกันสำหรับทุกคนในห้องเรียน โดยใช้อายุและการสอบเลื่อนชั้นเป็นเกณฑ์  ห้องเรียนจะใหญ่  มีนักเรียนมาก ( 30-50คน ) ครูไม่อาจสังเกตลักษณะเฉพาะของแต่ละคนได้  หรือครูที่ไม่เข้าใจว่านักเรียนมีสไตล์การเรียนรู้และความพร้อมที่ต่างกัน  ก็จะตัดสินแบบหยาบ ๆ ว่าคนที่เรียนตามไม่ทันเพื่อน ทำคะแนนสู้เพื่อนไม่ได้คือ คนโง่ นักเรียนคนนั้นก็จะถูกทำลายความภาคภูมิใจในตัวเอง(Self Esteem)ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

</tbody></table>           <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">4</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>

การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง การจัดการศึกษาในโรงเรียน 5.การเรียนรู้ของสมองเชื่อมโยงกับอารมณ์สมองจะเรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ที่อบอุ่นเป็นมิตร ไม่รู้สึกว่าน่ากลัว มีการท้าทายให้อยากรู้อยากเห็น  แต่ไม่ถึงกับเป็นความเครียด  การบรรยายหรือการสื่อสารที่มีลักษณะเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึก  ทำให้ผู้เรียนจดจำและเรียนรู้ได้ดีกว่าการบรรยายที่ไร้ความรู้สึก6.สมองจะเรียนรู้ได้ดีหากผู้เรียนคิดว่าสิ่งนั้นสำคัญสำหรับการอยู่รอด (ทั้งทางกายภาพ อารมณ์ สังคมและทางเศรษฐกิจ) และอยู่ที่การสะสมประสบการณ์ข้อมูลความรู้มาตามลำดับ รวมทั้งการป้อนข้อมูล ที่ช่วยให้สมองสามารถเชื่อมโยงความหมายของความรู้ใหม่กับความรู้เก่าที่มีอยู่หรือจากประสบการณ์ 7.สมองคนเราเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมภายนอกตลอดเวลา ทั้งจากครอบครัว  ญาติพี่น้อง  คนใกล้ชิด  ชุมชน  สื่อวิทยุโทรทัศน์ฯลฯทั้งสมองคนเรา  เรียนรู้ได้ตลอดชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ  5.ครูแบบเก่า  ยังสอนแบบเน้นวินัยแบบทหารมีการประนาม  ดุด่า  ลงโทษ เฆี่ยนตี การสร้างบรรยากาศแข่งขัน  แบบทำให้นักเรียนเครียดการสอนมักเคร่งเครียดหรือแห้งแล้ง    6.การสอนในระบบโรงเรียน  จะสอนตามหลักสูตรตำรา  ความรู้ความเข้าใจของผู้สอนมากกว่าที่จะเชื่อมโยงกับความสนใจ  ความรู้เดิมของนักเรียน  มักเป็นการสอนแบบบรรยายและสอนให้ท่องจำเป็นส่วน ๆ แบบไม่เชื่อมโยงกับความสนใจ  ความรู้เดิม  ไม่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตจริง  ทำให้การสอนเป็นเรื่องน่าเบื่อ  จดจำและเข้าใจได้ยาก7.การจัดการศึกษากว่าร้อยละ90 ของงบประมาณและบุคลากร เน้นแต่เรื่องการศึกษาในระบบโรงเรียนส่วนการพัฒนานอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยยังมีน้อยทั้งปริมาณและคุณภาพ  บางครั้งก็พยายามลอกแบบการศึกษาในระบบ คือ เพื่อการสอบเทียบวุฒิตามระบบโรงเรียน ส่วนวิทยุโทรทัศน์ สื่อต่างๆใช้เพื่อความบันเทิงและการพานิชย์

</tbody></table>      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">5</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>

การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง การจัดการศึกษาในโรงเรียน    8.การดูแลและพัฒนาสมองของคนทั้งประเทศโดยเฉพาะวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา  ถึงวัย 11 ขวบและการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง  ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมให้ช่วยดูแลเด็กและเยาวชน จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการมาตามแก้ปัญหาเด็กมีปัญหาในภายหลังมาก  9.สมองของนักเรียนรุ่นปัจจุบันเป็นสมองที่แตกต่างไปจากสมองของคนรุ่นที่เป็นนักเรียนเมื่อ15-20 ปีที่แล้ว ชีวิตของพวกเขาเคลื่อนไหวเร็ว และอยู่ในวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ที่มีภาพและเสียงเข้ามาในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว และมากมายด้านอารมณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้นักเรียนพัฒนาการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทที่เข้ากับการรับรู้สื่อแบบมัลติมีเดีย ที่เร้าอารมณ์มากกว่าการบอกเล่า  อ่านและจินตนาการแบบเก่า  ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยการเรียนรู้ที่ดีแล้วยังทำให้เกิดผลลบ ในการสร้างค่านิยมบริโภค  เสพสุขเห็นแก่ตัวรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย8.การจัดระบบการศึกษา  รอให้คนมีปัญหาแล้วถึงมาตามแก้  เช่น  เด็กที่เรียนได้ช้าก็มาสอนเสริม  สอนกวดวิชา  เด็กที่มีปัญหาเฉพาะทาง เช่น  ปัญญาอ่อน  ออทิสติก  ก็ต้องลงทุนสร้างครูพิเศษเฉพาะทาง  เด็กเกเร  ก็ต้องลงทุนสร้างนักจิตวิทยา  นักสังคมสงเคราะห์  ตำรวจ ฯลฯมาตามแก้ไข แทนที่จะลงทุนป้องกันตั้งแต่ต้นทาง9.การสอนที่เน้นการบรรยาย เพื่อจำข้อมูลไปสอบโดยไม่มีสื่อภาพ  ที่ช่วยให้เข้าใจและจำได้ง่ายและไม่มีการออกไปสัมผัสของจริง  กลายเป็นวิธีการเรียนรู้ที่แห้งแล้งน่าเบื่อจำได้ยาก เชื่อมโยงทำความเข้าใจยาก

</tbody></table>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                              </p>      <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">6</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ข้อมูลดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ถือว่าเป็นวิกฤติของประเทศไทย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ และการใช้เหตุผล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ของบุคคลมีจำกัด การโฆษณาจูงใจก็อาจกระทำสำเร็จได้ไม่ยาก จะเกิดอะไรขึ้นหากบุคคลและสังคมไทยตัดสินด้วยอารมณ์มากกว่าใช้ปัญญาและเหตุผล ผลในอนาคต คุณภาพของคนไทย ซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษาในปัจจุบัน ประเทศไทยจะเข้มแข็งได้อย่างไรในสังคมโลกที่เป็นสังคมการสื่อสารไร้พรมแดน หรือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สังคมที่ก้าวไปสู่ “Knowledge Society” ที่บางคนเรียกว่า สังคมอุดมปัญญา สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก การพัฒนาประเทศไทยจึงต้องพิจารณา
การพัฒนาของโลกไปด้วย ดังนั้น การศึกษาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถผลิตคนไทยที่รู้จักคิด วิเคราะห์ ศึกษาด้วยตนเองให้ได้เร็วที่สุด สิ่งนี้จึงต้องถือเป็น
วิกฤตของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วน
</p>2.ทางเลือก และทางออก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        มีผู้บริหารการศึกษาหลายท่านเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจเป็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การประจานการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือเป็นการประจานคุณภาพของคนไทย แต่ผู้เขียนซึ่งเป็นกลไกเล็ก ๆ กลไกหนึ่งของการจัดการศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ของไทย ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นที่แตกต่างกับผู้บริหารการศึกษาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะถือว่า รู้เรา รู้เขา ร้อยศึก ร้อยชัยอันเป็นภาษิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนวู ที่ชาวจีนยึดถือมานับพันปี เพราะการรู้ เข้าใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สภาพการศึกษาของเราเองเพื่อไปเปรียบเทียบกับนานาอารยประเทศ จึงเป็นการ
รู้เรา รู้ความจริง รู้ปัญหา รู้สถานะที่แท้จริง รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อน ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ปัญหาดังกล่าวจึงเป็น โอกาสอันท้าทายที่เป็นภาระเร่งด่วน จะทำให้การศึกษาไทย ส่งเสริมปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์ และ
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนการสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แหล่งความรู้ที่ เพียงพอเหมาะสมอย่างไร ในหลักการใหม่เกี่ยวกับการวางแผน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การป้องกันและแก้ปัญหาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) จะต้องมีส่วนร่วม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างจริงจัง ในบทวิเคราะห์นี้ ขอเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ข้างต้นดังนี้   </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">7</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        2.1 ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้ที่เป็น active learning จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ ค้นคว้า การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่พัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของสมองเพื่อนำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครูอาจารย์ ชุมชน องค์กรต่าง ๆ โดยทุกภาคส่วน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมองและการเรียนรู้ของผู้เรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างจริงจัง เริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัว การเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพ่อแม่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การดูแลพัฒนาสมองเด็กตั้งแต่ในครรภ์และหลังคลอด ส่วนในสถานศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะต้องเน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพสมองและการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญตลอดจนการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพดังล่าวนั้น ต้องมุ่งเน้นให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยที่กลุ่มบุคคลสำคัญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพสมองและการเรียนรู้เป็นหลักคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองและสถาบันครอบครัว แนวทางสำหรับสถาบันครอบครัวเพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง และการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งที่สถาบันครอบครัวควรจะทราบและต้องศึกษา ทำความเข้าใจ ก็คือ หลักการพัฒนาการคิด ซึ่งมีหลักการเบื้องต้น แบ่งการทำงานของสมองเป็น 6 ระดับ ของสมรรถภาพทางด้านความรู้ความคิด กล่าวคือ ความรู้ความจำซึ่งเป็นการทำงานขั้นต่ำสุดของสมอง , ความเข้าใจเป็นกระบวนการคิดอย่างง่าย , การนำไปใช้เป็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ของสมอง , การวิเคราะห์เป็นการใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เป็นการคิดเชิงลึก , การสังเคราะห์เป็นการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ จากการรวบรวมส่วนประกอบย่อยผสมผสานกลมกลืนจนกลายเป็นสิ่งใหม่ และการประเมิน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นการคิดตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลเปรียบเทียบกับมาตรฐานเป็นทักษะการคิดชั้นสูง นอกจากนั้นสถาบันครอบครัวจำเป็นต้องเลี้ยงดูอบรมบุตรหลานอย่างมีทิศทาง ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนที่พอเหมาะตามศักยภาพและระบบการทำงานของสมอง นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระยะที่สมองพัฒนาเต็มที่ ซึ่งช่วงพัฒนาการพื้นฐานทางสมองมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนวัยรุ่นช่วงต้น </p> 8<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">         ในส่วนสถานศึกษานั้น ควรให้ความสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพสมองให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็น สมองมีศักยภาพในการคิดและเรียนรู้ การฝึกให้สมองสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องของการคิด ไม่ใช่เรื่องของความจำ ความจริงแล้วการคิดเป็นการทำงานของสมองที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่าจะต้องจัดการเรียนรู้ หรือจัดสิ่งกระตุ้นให้มากพอที่สมองจะคิดได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ทักษะการคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความฉลาด เป็นสิ่งที่เรียนรู้และพัฒนากันได้ดังคำกล่าวที่ว่า ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ คือ การรู้จักคิด คนที่คิดเป็น คือ คนที่เรียนรู้เป็น โดยเฉพาะถ้าเราเข้าใจวิธีการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีประสิทธิภาพของสมอง เราก็จะสามารถจัดการเรียนรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพด้วยรูปแบบที่หลากหลาย กระตุ้นและฝึกฝนให้สมองได้คิดด้วยการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ เพื่อพัฒนากระบวนการคิด จุดมุ่งหมายสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพื่อให้สมองสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเรียนรู้ต้องเป็นเรื่องของ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การรู้จักคิด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องกระตุ้นให้ผู้เรียน คิดเป็น ทำเป็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงจะถือว่าเป็นการเรียนรู้เป็น นั่นคือต้องพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        การเรียนรู้ที่ดีเพื่อให้ประสิทธิภาพของสมองพัฒนากระบวนการคิด ประกอบด้วยกระบวนการหลายขั้นตอน แต่ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือคนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด และเต็มความสามารถของสมอง คือ การเรียนรู้อย่างไม่มีความเครียด เรียนรู้อย่างมีความสุข และด้วยแรงจูงใจที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียนรู้เอง แรงจูงใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของสมองมีประสิทธิภาพ คือ ความรู้สึกสบายใจ มั่นใจ และความสนใจใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ภายในตัวผู้เรียน เกิดขึ้นได้โดยการจัดการเรียนรู้ต้องเริ่มจากแรงจูงใจภายในตัวผู้เรียน คือ ต้องทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เกิดความรู้สึกไม่เครียด สบายใจในสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะที่มีการเรียนรู้ เกิดความสนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นจัดสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งแวดล้อมที่รื่นรมย์ แต่ท้าทายและสร้างความเข้าใจว่าการเรียนรู้มีประโยชน์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีความหมายกับชีวิต เพื่อกระตุ้นให้แรงจูงใจของผู้เรียนไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างมี</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">9</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทิศทาง เมื่อสมองได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และด้วยแรงจูงใจที่อยากจะเรียนรู้แล้ว กระบวนการเรียนรู้ขั้นต่อไปของสมอง คือ กระบวนการที่สมองเสาะแสวงหาข้อมูลและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะเรียนรู้ ผสมผสานความรู้ และคิดวิเคราะห์ ในขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้เฉพาะในแต่ละเรื่อง ต้องมีสิ่งที่กระตุ้น ต้องจัดสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มากพอที่จะกระตุ้นให้สมองให้คิด โดยเน้นให้ได้ใช้ทักษะสำคัญของการคิด คือ รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดหาเหตุผลที่ถูกต้อง และสืบค้นหาความจริงออกมาได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ครูมีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพสมอง
ครูต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนคน แต่ต้องทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ที่ไม่สร้างความเครียดให้ผู้เรียน เป็นผู้ต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดกระบวนการคิดที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่ดี คอยประสาน อำนวยการ สนับสนุน และชี้แนะการเรียนรู้ โดยเสนอประสบการณ์หลาย ๆ ด้านให้ผู้เรียนรู้ได้คิด จัดกิจกรรมกลุ่มในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ให้เหมาะสม
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กับความต้องการ ความถนัดในการเรียนรู้ และพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งรูปแบบการเรียนรู้ด้วยการดู การฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว และเสริมสร้างความสำเร็จของผู้เรียนแต่ละคน ที่สำคัญคือครู จะต้องกระตุ้นผู้เรียนให้คิดตั้งคำถาม กระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้ รวบรวมข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ ตีความและหาข้อสรุป เพื่อใช้ในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องให้โอกาสผู้เรียนได้พูดถึงความคิดและลงมือกระทำตามความคิดของตนเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        2.2 ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่าน การค้นคว้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        “…...การที่จะศึกษาเพิ่มพูนวิชาความรู้ให้กว้างไกลออกไปได้นั้น บุคคลจะต้องขวนขวายและเปิดตาเปิดใจให้กว้างขวางเพื่อการเรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งทางลึก ทางกว้างและเมื่อจะศึกษาเรื่องใดต้องเอาใจใส่ติดตามเรื่องนั้นอย่างจริงจัง เบื้องต้นก็ต้องพยายามจับเค้าโครงส่วนรวมของเรื่องให้ได้ก่อน แล้วจึงเพ่งพิจารณาไปใน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายละเอียดทีละส่วนทีละตอนให้เห็นประเด็นเห็นส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล เห็นลำดับความเกาะเกี่ยวต่อเนื่องต่อเนื่องแห่งเหตุและ</p>