ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบของนักเรียนไทย1.สภาพปัญหา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ความเป็นมา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 24 (2) ได้ระบุไว้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ด้วยสมอง ด้วยกายและด้วยใจ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วย แต่จากข้อมูลสรุปผลการสังเคราะห์ ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมิน คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในการประเมินสถานศึกษา ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (รอบแรก พ.ศ.2544-2548) ทุกสังกัด จำนวน 30,010 โรงเรียน พบว่า จำนวนสถานศึกษาที่ผลิตผ่านเกณฑ์ผลิตนักเรียนมีสุขภาพอนามัยดีร้อยละ 92.7 ด้านคุณธรรม ร้อยละ 81.4 ด้านสุนทรียภาพ ร้อยละ 69.6 ด้านทักษะการทำงาน ร้อยละ 65.7 แต่ด้อยในด้านการคิดวิเคราะห์ โดยมีจำนวนสถานศึกษา ผ่านเกณฑ์เพียง ร้อยละ 10.4 ด้านความรู้ ร้อยละ 11.4 และเรียนรู้ด้วยตนเองร้อยละ 24 อาจกล่าวโดยสรุปว่า การศึกษาไทยผลิตคนที่แข็งแรง ซื่อสัตย์ มีทักษะทำงานได้ดี
แต่ด้อยในด้านการวิเคราะห์ และไม่ถนัดในการหาความรู้ด้วยตนเอง หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การศึกษาไทยผลิตแรงงานที่ซื่อสัตย์ มีทักษะในการทำงาน แต่มีข้อจำกัดอย่างมากมายในการฝึกฝนให้รู้จักคิดวิเคราะห์และศึกษาด้วยตนเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียนที่สำคัญประการหนึ่งที่ต้องดำเนินการ คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การพัฒนาความสามารถในการคิดที่ต้องการให้เกิดในตัวผู้เรียนซึ่งความสำเร็จในการจัดการศึกษาต้องเป็นการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่พัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของสมอง ซึ่งจะเป็นทางนำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบ แต่การจัดการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมา ยังตรงกันข้ามและเป็นปรปักษ์ต่อกลไก
การทำงานของสมอง ตารางต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างและการทำงานของสมองและการจัดระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">2</p>ตารางเปรียบเทียบความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างการทำงานของสมองกับการจัดระบบการศึกษาที่ดำเนินการอยู่ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">3</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">4</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">5</p><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="568" class="MsoNormalTable" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">6</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ข้อมูลดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ถือว่าเป็นวิกฤติของประเทศไทย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ และการใช้เหตุผล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ของบุคคลมีจำกัด การโฆษณาจูงใจก็อาจกระทำสำเร็จได้ไม่ยาก จะเกิดอะไรขึ้นหากบุคคลและสังคมไทยตัดสินด้วยอารมณ์มากกว่าใช้ปัญญาและเหตุผล ผลในอนาคต “คุณภาพของคนไทย” ซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษาในปัจจุบัน ประเทศไทยจะเข้มแข็งได้อย่างไรในสังคมโลกที่เป็นสังคมการสื่อสารไร้พรมแดน หรือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สังคมที่ก้าวไปสู่ “Knowledge Society” ที่บางคนเรียกว่า “สังคมอุดมปัญญา” สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก การพัฒนาประเทศไทยจึงต้องพิจารณา
การพัฒนาของโลกไปด้วย ดังนั้น การศึกษาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถผลิตคนไทยที่รู้จักคิด วิเคราะห์ ศึกษาด้วยตนเองให้ได้เร็วที่สุด สิ่งนี้จึงต้องถือเป็น “วิกฤตของประเทศ” ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วน</p>2.ทางเลือก และทางออก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> มีผู้บริหารการศึกษาหลายท่านเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจเป็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การประจานการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือเป็นการประจานคุณภาพของคนไทย แต่ผู้เขียนซึ่งเป็นกลไกเล็ก ๆ กลไกหนึ่งของการจัดการศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ของไทย ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นที่แตกต่างกับผู้บริหารการศึกษาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะถือว่า “รู้เรา รู้เขา ร้อยศึก ร้อยชัย” อันเป็นภาษิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนวู ที่ชาวจีนยึดถือมานับพันปี เพราะการรู้ เข้าใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สภาพการศึกษาของเราเองเพื่อไปเปรียบเทียบกับนานาอารยประเทศ จึงเป็นการ
“รู้เรา” รู้ความจริง รู้ปัญหา รู้สถานะที่แท้จริง รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อน ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ปัญหาดังกล่าวจึงเป็น “โอกาส” อันท้าทายที่เป็นภาระเร่งด่วน จะทำให้การศึกษาไทย ส่งเสริมปัญญาในด้านการคิดวิเคราะห์ และ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนการสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แหล่งความรู้ที่ เพียงพอเหมาะสมอย่างไร ในหลักการใหม่เกี่ยวกับการวางแผน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การป้องกันและแก้ปัญหาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) จะต้องมีส่วนร่วม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างจริงจัง ในบทวิเคราะห์นี้ ขอเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ข้างต้นดังนี้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">7</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 2.1 ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้ที่เป็น active learning จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ ค้นคว้า การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่พัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของสมองเพื่อนำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครูอาจารย์ ชุมชน องค์กรต่าง ๆ โดยทุกภาคส่วน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมองและการเรียนรู้ของผู้เรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างจริงจัง เริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัว การเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพ่อแม่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การดูแลพัฒนาสมองเด็กตั้งแต่ในครรภ์และหลังคลอด ส่วนในสถานศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะต้องเน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพสมองและการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญตลอดจนการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพดังล่าวนั้น ต้องมุ่งเน้นให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยที่กลุ่มบุคคลสำคัญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพสมองและการเรียนรู้เป็นหลักคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองและสถาบันครอบครัว แนวทางสำหรับสถาบันครอบครัวเพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง และการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งที่สถาบันครอบครัวควรจะทราบและต้องศึกษา ทำความเข้าใจ ก็คือ หลักการพัฒนาการคิด ซึ่งมีหลักการเบื้องต้น แบ่งการทำงานของสมองเป็น 6 ระดับ ของสมรรถภาพทางด้านความรู้ความคิด กล่าวคือ ความรู้ความจำซึ่งเป็นการทำงานขั้นต่ำสุดของสมอง , ความเข้าใจเป็นกระบวนการคิดอย่างง่าย , การนำไปใช้เป็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ของสมอง , การวิเคราะห์เป็นการใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เป็นการคิดเชิงลึก , การสังเคราะห์เป็นการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ จากการรวบรวมส่วนประกอบย่อยผสมผสานกลมกลืนจนกลายเป็นสิ่งใหม่ และการประเมิน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นการคิดตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลเปรียบเทียบกับมาตรฐานเป็นทักษะการคิดชั้นสูง นอกจากนั้นสถาบันครอบครัวจำเป็นต้องเลี้ยงดูอบรมบุตรหลานอย่างมีทิศทาง ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนที่พอเหมาะตามศักยภาพและระบบการทำงานของสมอง นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระยะที่สมองพัฒนาเต็มที่ ซึ่งช่วงพัฒนาการพื้นฐานทางสมองมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนวัยรุ่นช่วงต้น </p> 8<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในส่วนสถานศึกษานั้น ควรให้ความสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพสมองให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็น สมองมีศักยภาพในการคิดและเรียนรู้ การฝึกให้สมองสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องของการคิด ไม่ใช่เรื่องของความจำ ความจริงแล้วการคิดเป็นการทำงานของสมองที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่าจะต้องจัดการเรียนรู้ หรือจัดสิ่งกระตุ้นให้มากพอที่สมองจะคิดได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ทักษะการคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความฉลาด เป็นสิ่งที่เรียนรู้และพัฒนากันได้ดังคำกล่าวที่ว่า “ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ คือ การรู้จักคิด คนที่คิดเป็น คือ คนที่เรียนรู้เป็น” โดยเฉพาะถ้าเราเข้าใจวิธีการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีประสิทธิภาพของสมอง เราก็จะสามารถจัดการเรียนรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพด้วยรูปแบบที่หลากหลาย กระตุ้นและฝึกฝนให้สมองได้คิดด้วยการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ เพื่อพัฒนากระบวนการคิด จุดมุ่งหมายสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพื่อให้สมองสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเรียนรู้ต้องเป็นเรื่องของ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การรู้จักคิด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องกระตุ้นให้ผู้เรียน “คิดเป็น ทำเป็น” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงจะถือว่าเป็นการเรียนรู้เป็น นั่นคือต้องพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> การเรียนรู้ที่ดีเพื่อให้ประสิทธิภาพของสมองพัฒนากระบวนการคิด ประกอบด้วยกระบวนการหลายขั้นตอน แต่ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือคนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด และเต็มความสามารถของสมอง คือ การเรียนรู้อย่างไม่มีความเครียด เรียนรู้อย่างมีความสุข และด้วยแรงจูงใจที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียนรู้เอง แรงจูงใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของสมองมีประสิทธิภาพ คือ ความรู้สึกสบายใจ มั่นใจ และความสนใจใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ภายในตัวผู้เรียน เกิดขึ้นได้โดยการจัดการเรียนรู้ต้องเริ่มจากแรงจูงใจภายในตัวผู้เรียน คือ ต้องทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เกิดความรู้สึกไม่เครียด สบายใจในสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะที่มีการเรียนรู้ เกิดความสนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นจัดสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งแวดล้อมที่รื่นรมย์ แต่ท้าทายและสร้างความเข้าใจว่าการเรียนรู้มีประโยชน์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีความหมายกับชีวิต เพื่อกระตุ้นให้แรงจูงใจของผู้เรียนไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างมี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">9</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทิศทาง เมื่อสมองได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และด้วยแรงจูงใจที่อยากจะเรียนรู้แล้ว กระบวนการเรียนรู้ขั้นต่อไปของสมอง คือ กระบวนการที่สมองเสาะแสวงหาข้อมูลและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะเรียนรู้ ผสมผสานความรู้ และคิดวิเคราะห์ ในขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้เฉพาะในแต่ละเรื่อง ต้องมีสิ่งที่กระตุ้น ต้องจัดสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มากพอที่จะกระตุ้นให้สมองให้คิด โดยเน้นให้ได้ใช้ทักษะสำคัญของการคิด คือ รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดหาเหตุผลที่ถูกต้อง และสืบค้นหาความจริงออกมาได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ครูมีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพสมอง
ครูต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนคน แต่ต้องทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ที่ไม่สร้างความเครียดให้ผู้เรียน เป็นผู้ต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดกระบวนการคิดที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่ดี คอยประสาน อำนวยการ สนับสนุน และชี้แนะการเรียนรู้ โดยเสนอประสบการณ์หลาย ๆ ด้านให้ผู้เรียนรู้ได้คิด จัดกิจกรรมกลุ่มในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ให้เหมาะสม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กับความต้องการ ความถนัดในการเรียนรู้ และพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งรูปแบบการเรียนรู้ด้วยการดู การฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว และเสริมสร้างความสำเร็จของผู้เรียนแต่ละคน ที่สำคัญคือครู จะต้องกระตุ้นผู้เรียนให้คิดตั้งคำถาม กระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้ รวบรวมข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ ตีความและหาข้อสรุป เพื่อใช้ในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องให้โอกาสผู้เรียนได้พูดถึงความคิดและลงมือกระทำตามความคิดของตนเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 2.2 ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่าน การค้นคว้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “…...การที่จะศึกษาเพิ่มพูนวิชาความรู้ให้กว้างไกลออกไปได้นั้น บุคคลจะต้องขวนขวายและเปิดตาเปิดใจให้กว้างขวางเพื่อการเรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งทางลึก ทางกว้างและเมื่อจะศึกษาเรื่องใดต้องเอาใจใส่ติดตามเรื่องนั้นอย่างจริงจัง เบื้องต้นก็ต้องพยายามจับเค้าโครงส่วนรวมของเรื่องให้ได้ก่อน แล้วจึงเพ่งพิจารณาไปใน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายละเอียดทีละส่วนทีละตอนให้เห็นประเด็นเห็นส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล เห็นลำดับความเกาะเกี่ยวต่อเนื่องต่อเนื่องแห่งเหตุและ</p>