วิจัย
02etm738
เอกสารประกอบการเรียนวิชา 427-302 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์Download จาก http : //pattani 02.hypermart.net/sonvijai/#เบื้องต้น 7 พฤศจิกายน 2545ใช้ประกอบการเรียนเท่านั้นปัญหาการวิจัย(Research Problem) ความหมายการเลือกปัญหาการวิจัยแหล่งของปัญหาการวิจัยข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัยประเมินหัวข้อปัญหาการวิจัยระดับของความรู้ความจริงปัญหาทั่วไปในการเลือกปัญหาการวิจัย

ความหมาย


                ปัญหาการวิจัย (Research Problem)หมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัยใคร่รู้คำตอบ
ดังนั้นการกำหนดปัญหาการวิจัยจึงหมายถึง การระบุประเด็นที่นักวิจัยสงสัย และประสงค์ที่จะหาคำตอบ ซึ่งก็คือปัญหาการวิจัย นั่นเอง ฉะนั้นนักวิจัยจึงจำเป็นต้องระบุปัญหาการวิจัยให้เป็นกิจลักษณะและชัดแจ้งทุกครั้งที่ดำเนินการวิจัย
                
ในการกำหนดปัญหาการวิจัยจะต้องแยกแยะให้ได้ว่า
                -
อะไร คือ ตัวปัญหา
                -
อะไร คืออาการที่แสดงออกมา
                
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งผลิตสินค้ามีคุณภาพ เครื่องหมายการค้าได้รับการ ยอมรับจากผู้ บริโภคว่า "เป็นยี่ห้อที่ใช้ทนใช้นาน" ดำเนินกิจการด้วยดีมาโดยตลอด แต่ในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมา (เหตุการณ์สมมติ) ต้องประสบกับสภาวะยอดขายสินค้าลดลงเรื่อยๆทั้งๆที่บริษัทดำเนินนโยบาย เหมือนเดิมมาโดยตลอดในกรณีเช่นนี้ผู้วิจัยอาจเข้าใจว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าว คือยอดขายสินค้าตกต่ำลงแต่ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วน จะพบว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหานั้น คืออาการที่แสดงออกมาเท่านั้น ตัวปัญหาหรือสาเหตุที่แท้จริงเรายังไม่สามารถให้คำตอบได้การที่ยอดขายลดลงนั้น อาจจะ มาจาก การโฆษณาไม่ได้ผล หรือ สินค้าไม่ตอบสนองนโยบายประหยัดพลังงาน (เช่น ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ไม่ประหยัดน้ำมัน ฯลฯ) หรือสินค้ามีคุณภาพลด ลง หรือ มีสินค้ายี่ห้ออื่นเข้ามาตีตลาด ฯลฯ ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องแยกแยะเสียก่อน ว่าอะไรคือปัญหาอะไรคืออาการเพราะหากผู้วิจัยสามารถคาด การณ์ว่าปัญหา ควรอยู่ในแวดวงอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วหลังจากนั้นก็จะง่ายต่อการเริ่มต้น 



 การเลือกปัญหาการวิจัย
                นักวิจัยที่เพิ่งเริ่มต้นทั่วๆไปมักคิดว่าไม่รู้จะวิจัยเรื่องอะไรหรือไม่มีเรื่องจะวิจัยหรือคิดว่า
เรื่องนี้ปัญหานี้มีคนทำมาแล้วทั้งนั้น ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าท่านคิดผิดเพราะแท้จริงแล้ว มีปัญหาอยู่
มากมายรอบตัวเราเพราะ
                1.
ตัวแปรที่เกี่ยวกับเวลาสถานที่ ชุมชน บุคคล องค์การ วิธีการบริหาร อาชีพ สถานการณ์ ฯลฯมีความผันแปรตลอดเวลา ยากต่อการสรุปมากกว่าเรื่องของฟิสิกส์ เคมีหรือคณิตศาสตร์
                2.
ปัญหาทางสังคมศาสตร์นั้นไม่ได้คงที่แน่นอนตลอดเวลา
                3.
ปัญหา หรือข้อสรุปต่างๆทางสังคมศาสตร์ที่เคยศึกษามาแล้ว ต้องการ การตรวจสอบเพื่อให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
                4.
การศึกษาที่ผ่านมาต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเสมอ เพราะในช่วงเวลาที่แปรเปลี่ยนไปสถานการณ์เปลี่ยนไป ปัญหานั้นควรจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากตัวแปรใหม่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ
                
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัย หรือนักศึกษาปริญญาโทจึงไม่ควรคิดว่า ตนเองนั้นไม่มีปัญหาสำหรับทำวิจัยเพราะปัญหานั้นมีอยู่แล้วมากมายแต่ท่านยังหาไม่พบ เท่านั้นเอง    

แหล่งของปัญหาการวิจัย


                นักวิจัยอาจหาข้อปัญหาการวิจัยได้จากแหล่งต่อไปนี้
                1.
วิเคราะห์ผลงานวิจัยที่คนอื่นเคยทำมาก่อนในเรื่องที่ตนเองสนใจ และกำลังศึกษาอยู่พร้อมทั้ง วิพากษ์วิจารณ์และคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามหาช่องว่าง หรือช่วงที่ขาดตอนสำหรับเรื่องนั้นๆ ที่เรายังไม่เข้าใจ หรือหาคำอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ก็จะได้ปัญหาสำหรับการวิจัย
                2.
นำคำพูดข้อเสนอแนะของผู้รู้ต่างๆ ตลอดจนเรื่องราวที่ถกเถียงหรือเป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่ได้ทำการทดลองด้วยวิธีการวิจัยมาเป็นปัญหาสำหรับการวิจัย
                3.
วิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยพิจารณาว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพ เวลาและเทคนิควิทยาการต่างๆอาจทำให้เกิดปัญหาได้
                4.
วิเคราะห์ปัญหาจากการสนทนา หรือปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆในกรณีที่เป็น นักศึกษา อาจใช้วิธีปรึกษา (เท่านั้น ... อย่าไปถามว่าจะทำเรื่องอะไรดี!) กับอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชานั้นๆ
                5.
ศึกษาปัญหาจากสถาบันต่างๆหรือสถานที่ที่มีการวิจัย หรือบุคคลที่ทำการวิจัย โดยเข้าร่วม โครงการวิจัยนั้นซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวทางในการเลือกปัญหาได้ 



 ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย
                
1. รวบรวมข้อมูลก่อนที่จะให้คำจำกัดความของหัวข้อปัญหาอย่างชัดเจนเพราะข้อมูลนั้นอาจ ไม่ครอบคลุมปัญหานั้นๆอย่างสมบูรณ์
                2.
หาข้อมูลที่มีอยู่แล้วและพยายามคิดปัญหาให้เหมาะสมกับข้อมูลเพราะข้อมูลที่เก็บมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งอาจไม่มีความสมบูรณ์
                3.
ข้อปัญหาและความมุ่งหมายของการวิจัยไม่ชัดเจนทำให้ไม่ทราบแหล่งของการเก็บรวบรวม ข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดจนการสรุปผลหรือข้อยุติต่างๆ
                4.
ทำวิจัยโดยไม่อ่านผลงานวิจัยของบุคคลอื่นที่คล้ายๆกันทำให้ผู้วิจัยมีความรู้แคบและอาจเกิดความยุ่งยากในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้
                5.
ทำวิจัยโดยไม่มีความรู้พื้นฐานทางทฤษฎี หรือไม่มีทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานทางการวิจัย จะก่อให้ เกิดปัญหาในการวางแผนงานวิจัย หรือการตั้งสมมติฐาน และอื่นๆ
                6.
ข้อตกลงเบื้องต้นไม่ชัดเจนทำให้การวิจัยนั้นไม่กระจ่างชัดและผู้ทำการวิจัยไม่เห็น แนวทาง ในการทำวิจัยนั้นอย่างทะลุปรุโปร่งอาจเป็นผลให้การแปลผลการวิจัยผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริงได้
                7.
การวิจัยที่มีปัญหาครอบจักรวาลไม่จำกัดขอบเขตเป็นสาเหตุให้การทำวิจัยนั้นไม่รู้จักจบสิ้น เพราะไม่ทราบว่ามีขอบเขตแค่ใหน(หาที่ลงไม่ได้)  วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย
                1.   ให้เลือกปัญหาที่ตนเองมีความสนใจจริงๆ
                2.   
สะสมความรู้ความจริงและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้มากที่สุด
                3.   
เลือกสรรความรู้ความจริงที่สะสมไว้โดยพิจารณาที่เกี่ยวข้องจริงๆ
                4.   
เขียนสมมติฐานการวิจัยให้ชัดเจน
                5.   
เลือกสรรสมมติฐานที่จะมีข้อมูลมาทดสอบได้
                6.   
เลือกปัญหาที่ตนเองมีความรู้พอจะทำได้
                7.   
เลือกปัญหาที่ตนเองมีเครื่องมือที่จะทำวิจัยได้
                8.   
เลือกปัญหาการวิจัยโดยคำนึงถึงเงินและ เวลาพอจะทำได้
                9.   
เลือกปัญหาที่มีความสำคัญพอเพียงที่จะได้รับอนุมัติให้ทำได้
                10.
เลือกปัญหาที่ให้ความรู้ใหม่ไม่ซ้ำซ้อนกับที่เคยทำโดยไม่จำเป็น
                11.
เลือกปัญหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งในแง่การนำไปใช้และเสริมความรู้ใหม่
                12.
เลือกปัญหาที่จะชี้ช่องให้คนอื่นทำวิจัยต่อไปได้   


   ประเมินหัวข้อปัญหาการวิจัย
                ก่อนที่จะเสนอหัวข้อควรพิจารณาความเหมาะสมของปัญหานั้นเสียก่อน โดยการตั้งคำถาม คำถามที่ควรถามคือ
                1.
สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีวิจัยหรือไม่หาข้อมูลได้เพียงพอหรือไม่
                2.
ปัญหามีความสำคัญพอหรือไม่
                3.
ปัญหานั้นเป็นของใหม่หรือเปล่าผลที่ได้จะเป็นประโยชน์หรือไม่
                4.
ตนเองมีความสามารถจะวางแนวการศึกษาเรื่องนั้นหรือไม่
                5.
มีเงินสำหรับดำเนินการเพียงพอหรือไม่
                D.B. Van Dalen
เสนอแนะหลักในการพิจารณาว่าปัญหาใดควรหรือไม่ควรจะวิจัย โดยตั้งคำถามตนเองดังนี้
                1.
เป็นปัญหาที่ตนเองหวังไว้และตรงกับความหวังของคนทั่วไปหรือไม่
                2.
ตนเองสนใจปัญหานั้นอย่างแท้จริงหรือไม่
                3.
ตนเองมีทักษะมัความรู้ความสามารถ และพื้นความรู้เดิมพอเพียงจะศึกษาวิจัยเรื่องนั้นได้หรือไม่
                4.
ตนเองมีเครื่องมือ แบบทดสอบ ห้องทดลองและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะใช้ดำเนินการวิจัยเรื่องนั้นๆหรือไม่ถ้าไม่มีตนเองมีความรู้ที่จะสร้างเองได้หรือไม่
                5.
ตนเองมีเวลาและเงินที่จะทำได้สำเร็จหรือไม่
                6.
ตนเองจะไปรวบรวมข้อมูลได้หรือไม่ มีข้อมูลให้รวบรวมแค่ใหน
                7.
ปัญหานั้นๆครอบคลุมและมีความสำคัญถูต้องตามระเบียบของสถาบันที่ท่านกำลังเรียนหรือทำงานหรือไม่
                8.
ปัญหานั้นๆได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มตัวอย่าง มากน้อยเพียงใดข้อนี้มีความสำคัญไม่น้อยคือการเลือกปัญหานั้นต้องคำนึงถึงความสามารถของอาจารย์ที่ปรึกษาและบุคคลที่ท่านเชิญมาเป็นที่ปรึกษาด้วย ว่ามีความถนัด ความรู้ความสามารถที่จะให้คำปรึกษา ได้ดีเพียงใด เขาเหล่านั้นช่วยท่านได้แค่ใหนประเภทเอาเข้ามานั่งเป็นผีในหลุมศพ พูดไม่ได้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยที่เชิญมาเพียงเพื่อต้องการเอาใจเพราะเป็นหัวหน้าหน่วยงาน เขาจะได้ซาบซึ้งว่าให้เกียรติ จะได้เอ็นดูว่าเป็นลิ่วล้อที่ดีในภายภาคหน้า นั้นขอความกรุณาอย่านำบุคคลประเภท นี้เข้ามาในวงจรวิทยานิพนธ์ของท่านเป็นอันขาดเนื่องจากตัวท่านเองจะเดือดร้อนวุ่นวาย ต้องไป ซอกซอนหาผู้รู้อื่นๆให้เขาช่วยต้องไปติดบุญติดคุณ หรือบางสถานการณ์ท่านต้องสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุส่วนผีใบ้ที่เชิญมาได้หน้าโดยไม่ต้องทำอะไร ดังนั้นโปรดระลึกไว้เสมอว่าใครก็ตามที่ท่านเชิญมาบุคคลนั้นต้องมีความรู้ในกระบวนการทำวิจัยของท่านและสามารถช่วยท่านได้  

 ปัญหาทั่วไปในการเลือกปัญหาการวิจัย
                . ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะเลือกหัวข้อวิจัย เช่น
                    1.
เลือกหัวข้อช้าโดยรอให้เรียนวิชาต่างๆจบเสียก่อน
                    2.
เลือกหัวข้อปัญหาที่คนอื่นบอกให้แต่ตนเองไม่มีความรู้เพียงพอหรือขาดความสนใจในเรื่องนั้น
                    3.
เลือกปัญหาที่กว้างเกินกำลัง และเวลา
                    4.
เลือกสมมติฐานที่ไม่มีทางทดสอบได้
                    5.
เลือกหัวข้อโดยไม่คิดให้ตลอดไปถึงลักษณะข้อมูล วิธีการจะได้ข้อมูลตลอดจนวิธีวิเคราะห์ข้อมูล

                
. ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะอ่านรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                    1.
อ่านอย่างเร่งรีบ