วิจัย
เอกสารประกอบการเรียนวิชา 427-302 ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์Download จาก http : //pattani 02.hypermart.net/sonvijai/#เบื้องต้น 7 พฤศจิกายน 2545ใช้ประกอบการเรียนเท่านั้นปัญหาการวิจัย(Research Problem) ความหมายการเลือกปัญหาการวิจัยแหล่งของปัญหาการวิจัยข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัยประเมินหัวข้อปัญหาการวิจัยระดับของความรู้ความจริงปัญหาทั่วไปในการเลือกปัญหาการวิจัย
ความหมาย
ปัญหาการวิจัย (Research Problem)หมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัยใคร่รู้คำตอบ
ดังนั้นการกำหนดปัญหาการวิจัยจึงหมายถึง การระบุประเด็นที่นักวิจัยสงสัย และประสงค์ที่จะหาคำตอบ ซึ่งก็คือปัญหาการวิจัย นั่นเอง ฉะนั้นนักวิจัยจึงจำเป็นต้องระบุปัญหาการวิจัยให้เป็นกิจลักษณะและชัดแจ้งทุกครั้งที่ดำเนินการวิจัย
ในการกำหนดปัญหาการวิจัยจะต้องแยกแยะให้ได้ว่า
- อะไร คือ ตัวปัญหา
- อะไร คืออาการที่แสดงออกมา
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งผลิตสินค้ามีคุณภาพ เครื่องหมายการค้าได้รับการ ยอมรับจากผู้ บริโภคว่า "เป็นยี่ห้อที่ใช้ทนใช้นาน" ดำเนินกิจการด้วยดีมาโดยตลอด แต่ในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมา (เหตุการณ์สมมติ) ต้องประสบกับสภาวะยอดขายสินค้าลดลงเรื่อยๆทั้งๆที่บริษัทดำเนินนโยบาย เหมือนเดิมมาโดยตลอดในกรณีเช่นนี้ผู้วิจัยอาจเข้าใจว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าว คือยอดขายสินค้าตกต่ำลงแต่ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วน จะพบว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหานั้น คืออาการที่แสดงออกมาเท่านั้น ตัวปัญหาหรือสาเหตุที่แท้จริงเรายังไม่สามารถให้คำตอบได้การที่ยอดขายลดลงนั้น อาจจะ มาจาก การโฆษณาไม่ได้ผล หรือ สินค้าไม่ตอบสนองนโยบายประหยัดพลังงาน (เช่น ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ไม่ประหยัดน้ำมัน ฯลฯ) หรือสินค้ามีคุณภาพลด ลง หรือ มีสินค้ายี่ห้ออื่นเข้ามาตีตลาด ฯลฯ ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องแยกแยะเสียก่อน ว่าอะไรคือปัญหาอะไรคืออาการเพราะหากผู้วิจัยสามารถคาด การณ์ว่าปัญหา ควรอยู่ในแวดวงอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วหลังจากนั้นก็จะง่ายต่อการเริ่มต้น
การเลือกปัญหาการวิจัย
นักวิจัยที่เพิ่งเริ่มต้นทั่วๆไปมักคิดว่าไม่รู้จะวิจัยเรื่องอะไรหรือไม่มีเรื่องจะวิจัยหรือคิดว่า
เรื่องนี้ปัญหานี้มีคนทำมาแล้วทั้งนั้น ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าท่านคิดผิดเพราะแท้จริงแล้ว มีปัญหาอยู่
มากมายรอบตัวเราเพราะ
1. ตัวแปรที่เกี่ยวกับเวลาสถานที่ ชุมชน บุคคล องค์การ วิธีการบริหาร อาชีพ สถานการณ์ ฯลฯมีความผันแปรตลอดเวลา ยากต่อการสรุปมากกว่าเรื่องของฟิสิกส์ เคมีหรือคณิตศาสตร์
2. ปัญหาทางสังคมศาสตร์นั้นไม่ได้คงที่แน่นอนตลอดเวลา
3. ปัญหา หรือข้อสรุปต่างๆทางสังคมศาสตร์ที่เคยศึกษามาแล้ว ต้องการ การตรวจสอบเพื่อให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
4. การศึกษาที่ผ่านมาต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเสมอ เพราะในช่วงเวลาที่แปรเปลี่ยนไปสถานการณ์เปลี่ยนไป ปัญหานั้นควรจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากตัวแปรใหม่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัย หรือนักศึกษาปริญญาโทจึงไม่ควรคิดว่า ตนเองนั้นไม่มีปัญหาสำหรับทำวิจัยเพราะปัญหานั้นมีอยู่แล้วมากมายแต่ท่านยังหาไม่พบ เท่านั้นเอง
แหล่งของปัญหาการวิจัย
นักวิจัยอาจหาข้อปัญหาการวิจัยได้จากแหล่งต่อไปนี้
1. วิเคราะห์ผลงานวิจัยที่คนอื่นเคยทำมาก่อนในเรื่องที่ตนเองสนใจ และกำลังศึกษาอยู่พร้อมทั้ง วิพากษ์วิจารณ์และคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามหาช่องว่าง หรือช่วงที่ขาดตอนสำหรับเรื่องนั้นๆ ที่เรายังไม่เข้าใจ หรือหาคำอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ก็จะได้ปัญหาสำหรับการวิจัย
2. นำคำพูดข้อเสนอแนะของผู้รู้ต่างๆ ตลอดจนเรื่องราวที่ถกเถียงหรือเป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่ได้ทำการทดลองด้วยวิธีการวิจัยมาเป็นปัญหาสำหรับการวิจัย
3. วิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยพิจารณาว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพ เวลาและเทคนิควิทยาการต่างๆอาจทำให้เกิดปัญหาได้
4. วิเคราะห์ปัญหาจากการสนทนา หรือปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆในกรณีที่เป็น นักศึกษา อาจใช้วิธีปรึกษา (เท่านั้น ... อย่าไปถามว่าจะทำเรื่องอะไรดี!) กับอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชานั้นๆ
5. ศึกษาปัญหาจากสถาบันต่างๆหรือสถานที่ที่มีการวิจัย หรือบุคคลที่ทำการวิจัย โดยเข้าร่วม โครงการวิจัยนั้นซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวทางในการเลือกปัญหาได้
ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย
1. รวบรวมข้อมูลก่อนที่จะให้คำจำกัดความของหัวข้อปัญหาอย่างชัดเจนเพราะข้อมูลนั้นอาจ ไม่ครอบคลุมปัญหานั้นๆอย่างสมบูรณ์
2. หาข้อมูลที่มีอยู่แล้วและพยายามคิดปัญหาให้เหมาะสมกับข้อมูลเพราะข้อมูลที่เก็บมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งอาจไม่มีความสมบูรณ์
3. ข้อปัญหาและความมุ่งหมายของการวิจัยไม่ชัดเจนทำให้ไม่ทราบแหล่งของการเก็บรวบรวม ข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดจนการสรุปผลหรือข้อยุติต่างๆ
4. ทำวิจัยโดยไม่อ่านผลงานวิจัยของบุคคลอื่นที่คล้ายๆกันทำให้ผู้วิจัยมีความรู้แคบและอาจเกิดความยุ่งยากในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้
5. ทำวิจัยโดยไม่มีความรู้พื้นฐานทางทฤษฎี หรือไม่มีทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานทางการวิจัย จะก่อให้ เกิดปัญหาในการวางแผนงานวิจัย หรือการตั้งสมมติฐาน และอื่นๆ
6. ข้อตกลงเบื้องต้นไม่ชัดเจนทำให้การวิจัยนั้นไม่กระจ่างชัดและผู้ทำการวิจัยไม่เห็น แนวทาง ในการทำวิจัยนั้นอย่างทะลุปรุโปร่งอาจเป็นผลให้การแปลผลการวิจัยผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริงได้
7. การวิจัยที่มีปัญหาครอบจักรวาลไม่จำกัดขอบเขตเป็นสาเหตุให้การทำวิจัยนั้นไม่รู้จักจบสิ้น เพราะไม่ทราบว่ามีขอบเขตแค่ใหน(หาที่ลงไม่ได้) วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย
1. ให้เลือกปัญหาที่ตนเองมีความสนใจจริงๆ
2. สะสมความรู้ความจริงและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้มากที่สุด
3. เลือกสรรความรู้ความจริงที่สะสมไว้โดยพิจารณาที่เกี่ยวข้องจริงๆ
4. เขียนสมมติฐานการวิจัยให้ชัดเจน
5. เลือกสรรสมมติฐานที่จะมีข้อมูลมาทดสอบได้
6. เลือกปัญหาที่ตนเองมีความรู้พอจะทำได้
7. เลือกปัญหาที่ตนเองมีเครื่องมือที่จะทำวิจัยได้
8. เลือกปัญหาการวิจัยโดยคำนึงถึงเงินและ เวลาพอจะทำได้
9. เลือกปัญหาที่มีความสำคัญพอเพียงที่จะได้รับอนุมัติให้ทำได้
10. เลือกปัญหาที่ให้ความรู้ใหม่ไม่ซ้ำซ้อนกับที่เคยทำโดยไม่จำเป็น
11. เลือกปัญหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งในแง่การนำไปใช้และเสริมความรู้ใหม่
12. เลือกปัญหาที่จะชี้ช่องให้คนอื่นทำวิจัยต่อไปได้
ก่อนที่จะเสนอหัวข้อควรพิจารณาความเหมาะสมของปัญหานั้นเสียก่อน โดยการตั้งคำถาม คำถามที่ควรถามคือ
1. สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีวิจัยหรือไม่หาข้อมูลได้เพียงพอหรือไม่
2. ปัญหามีความสำคัญพอหรือไม่
3. ปัญหานั้นเป็นของใหม่หรือเปล่าผลที่ได้จะเป็นประโยชน์หรือไม่
4. ตนเองมีความสามารถจะวางแนวการศึกษาเรื่องนั้นหรือไม่
5. มีเงินสำหรับดำเนินการเพียงพอหรือไม่
D.B. Van Dalen เสนอแนะหลักในการพิจารณาว่าปัญหาใดควรหรือไม่ควรจะวิจัย โดยตั้งคำถามตนเองดังนี้
1. เป็นปัญหาที่ตนเองหวังไว้และตรงกับความหวังของคนทั่วไปหรือไม่
2. ตนเองสนใจปัญหานั้นอย่างแท้จริงหรือไม่
3. ตนเองมีทักษะมัความรู้ความสามารถ และพื้นความรู้เดิมพอเพียงจะศึกษาวิจัยเรื่องนั้นได้หรือไม่
4. ตนเองมีเครื่องมือ แบบทดสอบ ห้องทดลองและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะใช้ดำเนินการวิจัยเรื่องนั้นๆหรือไม่ถ้าไม่มีตนเองมีความรู้ที่จะสร้างเองได้หรือไม่
5. ตนเองมีเวลาและเงินที่จะทำได้สำเร็จหรือไม่
6. ตนเองจะไปรวบรวมข้อมูลได้หรือไม่ มีข้อมูลให้รวบรวมแค่ใหน
7. ปัญหานั้นๆครอบคลุมและมีความสำคัญถูต้องตามระเบียบของสถาบันที่ท่านกำลังเรียนหรือทำงานหรือไม่
8. ปัญหานั้นๆได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มตัวอย่าง มากน้อยเพียงใดข้อนี้มีความสำคัญไม่น้อยคือการเลือกปัญหานั้นต้องคำนึงถึงความสามารถของอาจารย์ที่ปรึกษาและบุคคลที่ท่านเชิญมาเป็นที่ปรึกษาด้วย ว่ามีความถนัด ความรู้ความสามารถที่จะให้คำปรึกษา ได้ดีเพียงใด เขาเหล่านั้นช่วยท่านได้แค่ใหนประเภทเอาเข้ามานั่งเป็นผีในหลุมศพ พูดไม่ได้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยที่เชิญมาเพียงเพื่อต้องการเอาใจเพราะเป็นหัวหน้าหน่วยงาน เขาจะได้ซาบซึ้งว่าให้เกียรติ จะได้เอ็นดูว่าเป็นลิ่วล้อที่ดีในภายภาคหน้า นั้นขอความกรุณาอย่านำบุคคลประเภท นี้เข้ามาในวงจรวิทยานิพนธ์ของท่านเป็นอันขาดเนื่องจากตัวท่านเองจะเดือดร้อนวุ่นวาย ต้องไป ซอกซอนหาผู้รู้อื่นๆให้เขาช่วยต้องไปติดบุญติดคุณ หรือบางสถานการณ์ท่านต้องสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุส่วนผีใบ้ที่เชิญมาได้หน้าโดยไม่ต้องทำอะไร ดังนั้นโปรดระลึกไว้เสมอว่าใครก็ตามที่ท่านเชิญมาบุคคลนั้นต้องมีความรู้ในกระบวนการทำวิจัยของท่านและสามารถช่วยท่านได้
ปัญหาทั่วไปในการเลือกปัญหาการวิจัย
ก. ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะเลือกหัวข้อวิจัย เช่น
1. เลือกหัวข้อช้าโดยรอให้เรียนวิชาต่างๆจบเสียก่อน
2. เลือกหัวข้อปัญหาที่คนอื่นบอกให้แต่ตนเองไม่มีความรู้เพียงพอหรือขาดความสนใจในเรื่องนั้น
3. เลือกปัญหาที่กว้างเกินกำลัง และเวลา
4. เลือกสมมติฐานที่ไม่มีทางทดสอบได้
5. เลือกหัวข้อโดยไม่คิดให้ตลอดไปถึงลักษณะข้อมูล วิธีการจะได้ข้อมูลตลอดจนวิธีวิเคราะห์ข้อมูล
ข. ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะอ่านรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. อ่านอย่างเร่งรีบ