( วัตถุดิบของหวานถ้วยนี้ ที่ไหนๆก็มี ต่างกันตรงที่ความรู้ที่เอามาทำ) 

มาตรฐานทางวิชาการวิชาชีพ ถ้าวัดกันที่กึ๋นอย่างเดียว ไม่ประเมินประมาณน้ำหนักน้ำใจที่ใส่ลงมาในงานด้วย เราก็จะมีผลลัพธ์ครึ่งเดียว แล้วก็มักจะข้ามไปพูดถึงเรื่อง ความเป็นเลิศทางวิชาการ พูดถึงนวัตกรรม แต่ในทางปฏิบัติยี่ยักยี่หย่อน วิธีการคลี่คลายความชัดนี่แหละ เป็นยุทธศาสตร์ที่เกิดจากความเจนจัด และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีของพวกปลาหมอ

ยอมรับว่า..เราสามารถผลิตบัณฑิตชั้นเลิศระดับได้รับเหรียญทองเหรียญโอลิมปิค แต่ในขณะเดียวกันเราก็ผลิตเด็กจบ ป.6-.3 อ่าน-เขียนหนังสือไม่รู้เรื่องก็มีไม่น้อย ส่วนท้ายนี้ทำเป็นลืมได้ ไม่นับเลยก็ได้ใช่ไหม  

การตกหล่มในกระบวนการปฏิบัติ เป็นโอกาสชะงักที่จะได้ทบทวนวิธีการเดินถอยหน้าถอยหลัง บางกรณีมันคือการสอดส่องหาเสี้ยนที่ปักเท้า บางกรณีเป็นทับซ้ำๆเพื่อให้แน่นกระฉับ  บางท่านมองว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง  แต่การย้อนกลับมาดูข้างหลังนี้ต่างหาก ที่อาจจะเห็นสิ่งที่เรียกว่าผีหลอก

เกียร์ถอยรถยนต์ในบางสถานการณ์จึงมีความจำเป็นเท่ากับเกียร์เดินหน้า ถ้ามืออาชีพไม่ใส่ใจเกียร์ถอย มันก็คือมือสมัครเล่น การใช้เกียร์ถอยเป็นศาสตร์สำคัญ สำหรับการยกเครื่องระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ที่เรียกตัวเองว่าชั้นปัญญาชน ถ้าไม่มองจากโต๊ะออกจากห้องออกจากรั้วสถาบัน ไม่ลุกจากเก้าอี้ เอาแค่วิธีมองอย่างเดียวนี่ก็แย่แล้ว จะให้คิดไกลมีวิสัยทัศน์อย่างโน้นอย่างนี้ มันก็แค่การเล่นปั่นแปะ ถ้าทบทวนดูว่าสังคมไทยในอดีต เขานำแผ้วทางพาสังคมส่วนใหญ่ไปด้วยกันได้ เขาใช้พลังงานอะไรอะไร  

ถ้าเรามองดูกำแพงเมืองจีน ส่วนมากอัศจรรย์ว่าเขาสร้างได้อย่างไร ถนนหนทางไม่สะดวก อุปกรณ์ขนส่งมาทางไหน ใช้เครื่องมืออะไร ใช้วิชาความรู้อะไร ทำไมถึงสร้างงานระดับโลกได้ กรณีศึกษาบ้านเราถึงไม่มีใหญ่โตอย่างนั้น ที่ริมรั้วมหาวิทยาลัยเรายังไม่รู้จักเลย ป่วยการที่จะก้าวไกลไปอย่างเขา สิ่งเหล่านี้เป็นตำราด้านปรากฏการณ์ทางสังคม ที่เปิดหน้าสารบัญไว้ให้แล้ว อยู่ที่ชาวมหาวิทยาลัยจะมีดวงตาเห็นธรรมแค่ไหน การที่เรามองไม่เห็นสังคมชนบทอยู่ในสายตา ไม่เห็นคนรอบข้างกระจองอแงจนล้มลุกคลุกคลาน ไม่ใส่ใจดูสังคมที่ยี่ยักยี่หย่อน ต่อไปจะไปอยู่ร่วมกับสังคมอื่นเขาอย่างไร?  

ถามว่า: สนใจความฉุกละหุกทางสังคมไหม  หรือว่ามันเลยผ่านเส้นตรงนี้ไปแล้ว ใส่ใจแต่ทฤษฎีของชนชาติอื่น ลอกเลียนกากเขามาพูดมาพ่น..ถ้าสถาบันอุดมศึกษา ไม่อุดมปัญญาพอที่จะมองเห็นหัวอกของสังคมที่อยู่รอบข้าง ทั้งๆที่ความเป็นจริงเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น นักการศึกษามือสมัครเล่นคงจะพูดยาก  เพราะวิธีคิดวิธีการถูกบัดกรีไว้อย่างหนาภายใต้วัฒนธรรมแป๊ะเอีย

น่าเห็นใจคณาจารย์และนักวิชาการที่สนใจปัญหา อยากเรียนรู้ปัญหา จะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ก็เจอปลอกคอดึงไว้จนเบรกตัวโก่ง ดังนั้นการที่จะเอ่ยถึงการ บทบาทมหาวิทยาลัยในการพัฒนาสังคม เราน่าจะตีความกันใหม่ไหมละ? ว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วหรือยัง  คณาจารย์เห็นเรื่องนี้อยู่ในสายตาแค่ไหน ชาวบ้านอยากเห็นความร่วมมือระว่างมหาวิทยาลัย กับชุมชน ที่เป็นรูปธรรมและมีนโยบายรองรับ เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่าง..

 วิชาเกิน กับ วิชาการ

วิชาชีพ  กับ วิชาการ

ทักษะชีวิต กับ ทักษะทางวิชาการ

ระหว่างอาชีพ + วิชาการ = วิชาชีพ = มืออาชีพ = มีความรู้พอที่จะเลี้ยงชีพได้