รอยต่อกับการศึกษาระดับอื่น                                                            
๘๖. การพัฒนาคุณภาพอุดมศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น หากตัวป้อนที่เข้าสู่ระบบอุดมศึกษามีคุณภาพ ทั้งในเชิงวิชาการ และมิติความสมบูรณ์ของมนุษย์ด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่า เยาวชนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีความอ่อนด้อยในหลายด้าน นับตั้งแต่ความสามารถในการอ่านและการทำความเข้าใจในภาษาที่อ่าน ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในวิชาการและในชีวิต จากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างนักเรียนจำนวน๕,๔๓๓ คนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ PISA ที่จัดโดยกลุ่มประเทศ OECD ในปี พ.ศ.๒๕๔๓พบว่า ๓ ใน ๔ ของนักเรียนอายุ ๑๕ ปีของไทยสามารถอ่าน (ภาษาไทย) ได้ รู้ความหมายตามตัวอักษร แต่อาจไม่เข้าใจความหมายที่ลึกกว่านั้น อีกทั้งตีความ วิเคราะห์ หรือประเมินข้อความไม่ได้ สรุปว่า เด็กจะไม่สามารถอ่านเพื่อการศึกษาเล่าเรียนและดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพการสำรวจในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ด้วยวิธีเดียวกัน มีผลไม่ต่างจากครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ทางด้านวิชาการก็น่ากังวลเช่นกัน ผลการสอบวัดผล O-NET ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ พบว่า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หรือเทียบเท่า โดยเฉลี่ยทั่วประเทศ มีความรู้ไม่เพียงพอที่จะผ่านการทดสอบในวิชาหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในชีวิตประจำวัน การเข้าสู่อาชีพและการเผชิญเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์<p>                        
๘๗. หากพิจารณาเส้นทางชีวิตของเยาวชนส่วนใหญ่ จะพบว่า บางส่วนเมื่อได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หรือศึกษาต่อจนจบชั้นสูงสุดของการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานไร้ทักษะทันที บางส่วนอาจใช้เส้นทางการศึกษาด้านอาชีวะเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ที่เหลือเดินเข้าสู่เส้นทางอุดมศึกษา สิ่งเหล่านี้เป็นแบบแผนคล้ายกันในทุกประเทศ ดังนั้น การเข้าสู่อาชีวศึกษาจึงเป็นเส้นทางที่สำคัญเส้นทางหนึ่งซึ่งมีตลาดแรงงานรองรับ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทย จะเป็นกระแสค่านิยมปริญญาอุดมศึกษา หรือภาพลวงตาของเงินเดือนและความก้าวหน้าหากมีปริญญาบัตรก็ตาม ณ ปัจจุบัน สังคมมีความขาดแคลนผู้จบอาชีวศึกษาเป็นจำนวนมาก และจากประมาณการของวิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า จะมีผู้เข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษาลดลงอย่างรุนแรงจากร้อยละ ๑๗ ในปี พ.ศ.๒๕๔๘ เหลือร้อยละ ๘ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ หากเป็นไปในอัตราการเข้าเรียนปัจจุบันโดยไม่มีนโยบายหรือมาตรการอื่น ๆ มาจูงใจหรือรองรับ ซึ่งมีนัยยะว่าเยาวชนเหล่านี้หากไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานไร้ฝีมือ ก็คงจะเดินเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ทำให้สมดุลของแรงงานในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเสียไป อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาค่านิยมของผู้เรียนเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก อุดมศึกษาจำเป็นต้องพัฒนากลไกที่ยืดหยุ่นที่เอื้อให้ผู้เรียนคงอยู่ในภาคอาชีวะมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ปฏิเสธการต่อยอดของคนกลุ่มนี้และวัยแรงงาน</p><p>                  
๘๘. ประเด็นที่สามที่เกี่ยวข้องเป็นรอยต่อของอุดมศึกษา คือ การผลิตและพัฒนา “ครู” ที่จะเป็นผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยพื้นฐานแล้ว หากครูมีความอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ ผลผลิตที่ได้ก็จะมีความอ่อนแอลงไปทุกขณะ หากแก้ปัญหาคุณภาพครูไม่ได้ปัญหาพื้นฐานนี้ก็จะบั่นทอนขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศอย่างรุนแรง ประเด็นดังกล่าวมีจุดวิกฤตอยู่สามประการ คือ การที่ผู้มีความสามารถไม่สนใจที่จะศึกษาเพื่อประกอบวิชาชีพครู ข้อจำกัดในกระบวนการผลิตครูของหน่วยผลิตครูในอุดมศึกษา และความอ่อนแอของครูประจำการในเชิงคุณภาพและการพัฒนาตนเอง</p><p>
แนวทางการพัฒนา                        </p><p>รอยต่อกับการศึกษาระดับอื่น</p><p>
๘๙. การพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับพื้นฐานเป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานการศึกษาเอกชน รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามอุดมศึกษาตระหนักว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพจะส่งต่อนักเรียนที่มีคุณภาพให้อุดมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาอุดมศึกษาจึงเป็นส่วนที่แยกกันไม่ได้ อุดมศึกษาพึงสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานเต็มความสามารถ ทั้งนี้รัฐบาลโดยผู้รับผิดชอบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรเร่งปรับเปลี่ยนหลักสูตรและพัฒนาครูและสื่อการเรียนรู้เพื่อให้การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์รวมคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายมีความเข้มข้นและสัมฤทธิผลรัฐควรขยายการลงทุนเองและส่งเสริมให้เอกชนสร้างโรงเรียนเฉพาะ(Special school)และห้องเรียนเฉพาะในโรงเรียนปรกติ (School in school) บางแห่งเพื่อรองรับเยาวชนที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์โดยเร็ว (รวมทั้งด้านอื่นเช่นภาษา ดนตรี ศิลปะการเป็นผู้นำ เป็นต้น) เยาวชนเหล่านี้มีจำนวนประมาณ ๘ - ๙% ของกลุ่มอายุ เป็นเด็กจำนวนคนที่น้อยเมื่อเทียบกับนักเรียนวัยเรียนทั้งหมด แต่มีศักยภาพสูงและควรทำประโยชน์ให้สังคมได้สูงมากถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ การลงทุนลงแรงพัฒนาเด็กกลุ่มนี้จะเสมือนสร้างหัวรถจักรให้กับการพัฒนาประเทศ การสร้างผู้นำทางความคิด และการแข่งขันระหว่างประเทศ การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเป็นแนวทางที่ประเทศเอเซียตะวันออกทำในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้อุดมศึกษาต้องทำงานกับสถานศึกษาพื้นฐานด้านเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ร่วมจัดหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาในระบบการเรียนล่วงหน้า (Advanced Placement Program) วิชาระดับอุดมศึกษาการเป็นพี่เลี้ยง (Mentor)ในกิจกรรมและโครงงาน เมื่อเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาต้องมีการจัดหลักสูตรและการดูแลนักเรียนกลุ่มนี้เฉพาะในระบบ Fast track หรือหลักสูตรเกียรตินิยม</p>


๙๐. จากภาพการเปลี่ยนแปลงประชากร นักเรียนรวมระดับมัธยมศึกษาที่เป็นตัวป้อนอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาในเวลาประมาณสิบปีจะค่อนข้างคงที่และมีแนวโน้มลงลดหลังจากนั้น รัฐจะพยายามสร้างกลไกที่ชักจูงให้นักเรียนหันไปเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้มแข็งของภาคการผลิต รัฐโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและผู้รับผิดชอบในส่วนของเอกชนควรเร่งผลิตกำลังคนระดับอาชีวะโดยตั้งเป้าปรับฐานการผลิตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพความสำเร็จของการเพิ่มนักเรียนอาชีวศึกษาจะเกิดควบคู่กับการจำนวนของผู้เข้าเรียนอุดมศึกษาถ้ากลไกการคัดเลือกสรรเด็กเหมาะสม อาชีวศึกษาจะมีนักเรียนที่มีความถนัดทางการปฏิบัติจริง ในขณะที่อุดมศึกษาจะได้นักเรียนที่มีฐานวิชาการทั้งนี้อุดมศึกษาควรมีนโยบายเปิดให้ผู้จบอาชีวศึกษาสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ด้วยความยืดหยุ่น ประกอบอาชีพต่อไป ไม่ต้องทิ้งงานทิ้งอาชีพ โดยหลักสำคัญคือ

</em><p>ก. ศึกษาในเงื่อนไขเวลาที่ไม่บีบรัด ไม่ผูกมัดนักศึกษาที่เป็นผู้ขับดันภาคการผลิตจริงทำงานหาเลี้ยงชีพเอง และอาจต้องดูแลครอบครัว ไม่กำหนดว่าต้องเรียนสำเร็จในเวลาอันสั้นเช่นระบบการศึกษา ๔ ปี ซึ่งเป็นเรื่องของนิสิตนักศึกษาในวัย ๑๘-๒๒ ปี ได้เงินจากบิดามารดาหรือเงินกู้จากรัฐมาเรียน ไม่มีความรับผิดชอบใดในชีวิตนอกจากการเรียน และ
ข. การสะสมหน่วยกิตในทำนองธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)
การจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าวยังเป็นพันธกิจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)ของมหาวิทยาลัยไปในตัว  
</p><p>                
๙๑. อุดมศึกษาปรับกระบวนทัศน์ กลไก ทำงานร่วมกับอาชีวศึกษาและภาคการผลิตจริง ยกความรู้สมรรถนะทักษะ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รองรับการเปลี่ยนงานและเปลี่ยนอาชีพผู้ทำงานในภาคการผลิตจริง 
</p><p>              
๙๒. สถาบันอุดมศึกษาควรแบ่งเวลาของตนเองให้การสนับสนุนการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการสองข้อข้างต้นบรรลุผล ด้วยกลไกสำคัญเช่น การส่งอาจารย์เข้าไปสอนทั้งเต็มและไม่เต็มเวลา, การอบรมยกระดับครู การผลิตสื่อการสอนสมัยใหม่, การให้ความรู้เบื้องต้นของการทำโครงงานและการวิจัย , การจัดกิจกรรมค่ายวิชาการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง , การให้ข้อมูลแก่นักเรียนในเรื่องหลักสูตรอุดมศึกษาและคุณลักษณะของอาชีพในสาขาต่าง ๆทั้งนี้ให้กำหนดเป็นหน้าที่และให้ภาระงานด้านวิชาการหรือบริการวิชาการของอาจารย์อุดมศึกษา 
</p><p>                                                            
๙๓. นอกจากการร่วมกับการศึกษาขั้นพื้นฐานพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งเสมือนการสร้างหัวรถจักรลากจูงประเทศในอนาคตแล้ว อุดมศึกษาต้องเร่งทบทวนกระบวนการผลิตและพัฒนาครูป้อนโรงเรียนและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในมิติใหม่การสร้างตัวคูณ (Multiplier)ตั้งแต่
: การสร้างเงื่อนไขใหม่ให้มีคนเก่งเข้ามาเรียนครู
: การทบทวนการผลิตครู ให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างระดับประถมศึกษามัธยมศึกษา และการศึกษาสำหรับช่างเทคนิค ที่อาจมีเวลาและกระบวนการผลิตครูที่ต่างกันโดยการรับบัณฑิตในสาขาอื่นนอกจากศึกษาศาสตร์ แล้วต่อยอดด้านการสอน ร่วมการฝึกงานในสถานศึกษา และการฝึกงานในสถานประกอบ การในกรณีของครูช่างเทคนิค สร้างการผลิตครูระดับมัธยมศึกษาและครูช่างเทคนิคในระบบ ๔+ x ปี นอกเหนือจากระบบครู ๕ ปี
: กำหนดมาตรการยกระดับครูที่มีอยู่แล้ว
</p><p align="right">วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ย. ๕๐

          
            </p><p> </p>