กฎหมายจึงควรอยู่ในกรอบของความพอดี ทั้งพอดีกับรัฐ กับสังคม และพอดีกับประชาชนด้วยนั่นเอง

ตามร่างพระราชบัญญัติธง พ.ศ..........กำหนดว่า

   มาตรา45/1กำหนดเวลาชักธงขึ้น 08.00 น. และชักธงลงเวลา 18.00 น.ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ ตลอดจนสถานศึกษา

   มาตรา45/3 ธงชาติที่จะนำมาใช้ชักหรือแสดงต้องมีสภาพดี เรียบร้อยไม่ขาดวิ่น และสีไม่ซีดจนเกินควร 

   
มาตรา45/4 เมื่อเห็นการชักธงชาติขึ้นและลงให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันไปทางเสาธง อาคารหรือสถานที่ที่มีการชักธงชาติจนกว่าจะเสร็จการ 

    
มาตรา45/5ในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตามให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันหน้าไปทางธงชาติหรือทางที่เสียงเพลงชาติดัง ในกรณีอยู่ในอาคารให้หยุดนิ่งยืนตรงดังกล่าวด้วยหากไม่สามารถยืนแสดงความเคารพได้ ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสำรวมในกรณีอยู่ในยานพาหนะ ให้หยุดยานพาหนะจนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีอยู่ในยานพาหนะที่สัญจรบนทางด่วนทางรถไฟ ทางรถไฟฟ้า ทางน้ำ หรือทางอื่นที่ไม่อาจหยุดยานพาหนะได้ตามรายละเอียดที่กำหนดในกฎกระทรวง

     ที่ได้กำหนดในมาตรา 45 ไว้ดังนี้นั้น จะเห็นว่าการที่รัฐจะมีกฎหมายหรือกฎข้อบังคับต่างๆออกมานั้นจะต้องมีกระบวนการที่รอบคอบเพราะกฎต่างๆนี้นั้นย่อมจะไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการมี่รัฐจะออกกฎระเบียบต่างๆออกมาใช้นั้นหลักสำคัญที่รัฐควรจะพิจารณาก่อนที่จะออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมมีอยู่ 3 หลัก ก็คือ

-1- กฎระเบียบนั้นต้องสอดคล้องกับกฎหมาย

-2-มีความจำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย

-3-ต้องมีความสมเหตุสมผล

             ฉะนั้นหากในอนาคตร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับนั้นก็จะต้องไม่ขัดกับ 3 หลักข้างต้นการที่มาตรา45นี้กำหนดหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรว่าจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 45/5 นั้นการที่กำหนดเอาไว้ว่าในกรณีอยู่ในยานพาหนะให้หยุดยานพาหนะจนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีอยู่ในยานพาหนะที่สัญจรบนทางด่วนทางรถไฟ ทางรถไฟฟ้า ทางน้ำ หรือทางอื่นที่ไม่อาจหยุดยานพาหนะได้ตามรายละเอียดที่กำหนดในกฎกระทรวง ”  นั้นผู้ร่างกฎหมายอาจมีเจตนาที่ดีในการเสริมสร้างสำนึกรักในความเป็นชาติซึ่งมีความจำเป็นมากสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันแต่ร่างกฎหมายนี้ก็ยังถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเนื่องจากว่าการที่กำหนดให้หยุดรถในขณะที่ได้ยินเสียงเพลงชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิบัติได้จริง คือ ในบางโอกาสบางเวลาหากการอยู่ในยานพาหนะนั้นเป็นพาหนะเปิด เช่น จักรยาน จักรยานยนต์หรือรถโดยสารที่สามารถฟังเสียงด้านนอกรถได้ ก็อาจจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายนี้ได้แต่การที่ประชาชนจำนวนมากมายต้องอาศัยยานพาหนะทั้งส่วนตัวและสาธารณะ เช่น รถยนต์แท็กซี่ หรือรถทัวร์ ต่างๆ เหล่านี้ บางครั้งพฤติการณ์หลายๆอย่างก็ไม่อาจเอื้อให้ประชาชนจะสามารถปฏิบัติตามกฎหมายนี้ได้จนอาจทำให้ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามนั้นต้องมีโทษตามกฎหมายได้ซึ่งโทษที่กฎหมายกำหนดนั้น ถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงพอสมควรทีเดียว ตามหมวดที่ 10 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษ มีเนื้อหาดังรูป*******

            ซึ่งการที่มาตรา48 กำหนดโทษให้กับผู้ฝ่าฝืนมาตรา 45 ไว้ถึงขนาด ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้นถือว่าไม่สมเหตุสมผลเลยเพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่มีเพลงชาติดังขึ้นจริง แต่คนในรถไม่ได้ยินหรือกรณีที่รถติดไฟแดงอยู่แต่เมื่อไฟเขียวแล้วเพลงชาติดังผู้ที่ขับรถเมื่อจำเป็นที่จะต้องหยุดรถเพื่อทำหน้าที่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ซึ่งหากเมื่อผู้ขับขี่หยุดรถในทางกลับกันก็จะมีความผิดเพราะเมื่อไฟเขียวแล้วก็จะต้องไปตามกฎจราจรกำหนดไว้นั่นเองก็คงไม่ดีแน่หากผู้นั้นต้องถูกลงโทษถึงขนาดจำคุกเมื่อบุคคลทุกคนนั้นมีสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ทั้งในเรื่องเนื้อตัว ร่างกาย การแสดงออกซึ่งความคิดเห็น การเดินทางการตั้งครอบครัว ฯลฯก็สมควรที่จะไม่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายที่ออกมาโดยไม่สอดคล้องกับกฎหมายเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเองอีกทั้งกฎหมายที่ออกก็ไม่มีความสมเหตุสมผลเลยที่บุคคลจะต้องถูกลงโทษสูงสุดถึงขนาดจำคุกมีความผิดในทางอาญาซึ่งถือว่ารุนแรงเกินไปแล้วข้าพเจ้าจึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เพราะไม่มีการอิงหลักความเป็นจริงเลยการที่ร่างพระราชบัญญัติธงฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อเสริมสร้างสำนึกรักในความเป็นชาติเพื่อให้คนไทยรักในความเป็นแผ่นดินไทยนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดอยู่ที่จิตใจ ความมีจิตสำนึกของบุคคลที่เค้าจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่กับตัวหรือไม่บางครั้งบางคนแม้จะมีกฎที่เข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้เหมือนกับภาษิตที่ว่าสันดอนนั้นขุดได้ แต่สันดารคนนั้นถ้าหากคนนั้นขุดไม่ขึ้นจะทำอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะขุดได้นั่นเองแต่ว่าบางครั้งการที่มีกฎหมายบังคับก็อาจทำให้คนที่ขุดไม่ขึ้นนี้อยู่ในที่ที่พอเหมาะพอควรได้เช่นกันกฎหมายจึงควรอยู่ในกรอบของความพอดี ทั้งพอดีกับรัฐ กับสังคมและพอดีกับประชาชนด้วยนั่นเอง <p></p>