ความเคลื่อนไหวของ ม. มหิดล ในฐานะ ม. ในกำกับของรัฐ
เมื่อวันที่ ๒๙ พ.ย. ๕๐ ผมละจากงาน KM Workshop ของมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๔ ที่ สคส. กำลังจัดอยู่ เพื่อไปร่วมการประชุมชี้แจงเรื่อง “การเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตาม พรบ. ม. มหิดล พ.ศ. ๒๕๕๐” เพราะเห็นว่าสถานการณ์เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน ในฐานะรักษาการนายกสภาฯ ผมควรไปร่วมประชุมนี้เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้บริหารระดับคณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย / สถาบัน / ศูนย์ / สำนัก และหัวหน้าภาควิชา เพื่อให้สภาฯ ในฐานะองค์กรกำกับ (governance) ทำงานอย่างเข้าใจความต้องการของสมาชิกขององค์กร
ผมเรียนที่ประชุมว่า การออกนอกระบบราชการไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำงานรับใช้สังคมไทยในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก เป้าหมายคือการยกระดับมหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นไปเป็น World Class Research University (ซึ่งในเวลานี้ยังไม่มีเลยในประเทศไทยถ้าเราใช้เกณฑ์การเป็น Top 100 University ใน World University Ranking) และเป้าหมายถัดไปก็คือ การ “เลี้ยง” คนของ ม. มหิดล ให้ดีกว่าเดิม
เราออกนอกระบบราชการ ไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่มีความเป็นอิสระและคล่องตัว ยืดหยุ่น ในการบริหารงาน เพื่อใช้ความคล่องตัวนั้นในการทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทย (และบางส่วนแก่โลกด้วย) ให้ยิ่งกว่าเดิม ในลักษณะที่ มหาวิทยาลัยก้าวเข้าสู่สภาพใหม่ทางวิชาการ คือมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ “ภพภูมิใหม่”(new order) ขององค์กร และเมื่อ ม. มหิดล ทำหน้าที่ได้ในระดับนี้ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น (ผมเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นมาก) และจะมีเงินมาเพิ่มเงินเดือน หรือเงินเพิ่ม ให้แก่สมาชิกของมหาวิทยาลัย
ผมได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็เพื่อสร้าง gain (ให้แก่บ้านเมือง และให้แก่สมาชิกขององค์กร) แต่ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงก็จะมี pain อยู่ด้วย(no pain, no gain) ทางฝ่ายนโยบาย และฝ่ายบริหาร มียุทธศาสตร์ให้เกิด pain น้อยที่สุด ไม่ให้เกิด pain ที่ไม่จำเป็น
ดังนั้นในเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการเราจึงมีหลัก
- แต่ละคนได้ไม่น้อยกว่าเดิม
- หลักของความแตกต่างหลากหลาย คือเวลานี้สมาชิกของมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนและสวัสดิการแตกต่างกันอยู่แล้ว เมื่อออกนอกระบบราชการก็จะมีทางเลือกที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้มีความแตกต่างหลากหลายระหว่างบุคคลมากยิ่งขึ้น
ท่านอธิการบดี ศ. ดร. พรชัย มาตังคสมบัติ บอกว่า จริงๆ แล้วแทบจะไม่มี pain เพราะ พรบ. กำหนดให้คนที่ไม่มั่นใจกับการออกจากการเป็นข้าราชการ ไม่ต้องออก สามารถดำรงความเป็นข้าราชการได้ตลอด จนตนเองเกษียณอายุราชการ
มีคนที่ละเอียดรอบคอบ บอกว่านายกสภาพูดว่าต่อไปคนที่มีผลงานดี ค่าตอบแทนจะสูงขึ้นมาก จึงถามว่าคนที่ผลงานตกต่ำ ค่าตอบแทนจะลดหรือไม่ คำตอบคือลด เพราะหลักของการให้ค่าตอบแทนจะเป็นแบบ performance-based ดังนั้น คนที่ไม่ มั่นใจว่าตนจะทำงานได้ดี จึงไม่ควรออกจากการเป็นข้าราชการ
ใน “ภพภูมิใหม่” ของ ม. มหิดล คำว่า “ผลงาน” จะมีหลายด้าน ไม่ใช่วัดเฉพาะผลงานที่ก่อรายได้เท่านั้น ดังนั้นในหน่วยงานที่การทำประโยชน์ไม่ค่อยก่อรายได้ คนที่ผลงานดี ก็จะได้ค่าตอบแทนสูงได้ โดยมหาวิทยาลัยมีเงินส่วนกลางไปช่วยเหลือ
Social capital ของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการที่มีความเอื้อเฟื้อกันระหว่างคณะใหญ่และคณะเล็ก คือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งให้แก่มหาวิทยาลัย สำหรับนำไปช่วยเหลือคณะเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีรายได้
ในระบบใหม่ การขึ้นเงินเดือนจะไม่ใช่เลื่อนหนึ่งขั้นสองขั้น แต่ใช้ระบบดูที่ผลงานรวมของหน่วยงานและผลงานของบุคคล ไม่ใช้ระบบโควต้า ๑๕% ของสมาชิกได้เลื่อนเงินเดือนพิเศษ อย่างในราชการ เพราะในหลักการระบบโควต้าเป็นระบบที่ไม่ดี ไม่กระตุ้นให้คนขยันทำงาน
ระบบเงินเดือนจะเป็นระบบ single, very broad band โดยผู้บริหารจะได้ค่าตอบแทน ๓ ทาง คือ เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งบริหาร และเงินประจำตำแหน่งวิชาการ
มีคนสงสัยเรื่องความยุติธรรมในการประเมิน และการบริหารงาน คำตอบคือสภาฯ จะมีคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงาน
ผมชื่นใจที่การเสวนาไต่ถามและตอบในที่ประชุม มีบรรยากาศของความเข้าใจ
- performance-basedreward
- ความแตกต่างหลากหลายภายในองค์กร
- การให้ค่าตอบแทนที่แตกต่างกันระหว่างต่างหน่วยงาน โดยที่ความแตกต่างนั้นอาจลงไปถึงระดับภาควิชาในคณะเดียวกัน
- การออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยมีเป้าหมายยกระดับของมหาวิทยาลัย เพื่อการทำหน้าที่รับใช้สังคมได้ดียิ่งขึ้น
ท่านอธิการบดีพรชัย มาตังคสมบัติ ถือโอกาสกล่าวลาเหล่าผู้บริหาร ๑๖๐ คนที่อยู่ในที่ประชุม และได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้อง และว่าที่อธิการบดีปิยสกล สกลสัตยาทร ก็ตอบชี้แจงต่อที่ประชุมเรียกศรัทธาได้อย่างดีเยี่ยม ท่านบอกว่าจะไปเยี่ยมทุกคณะภายใน ๓ เดือน ให้เตรียมตอบคำถามว่าหน่วยงานจะมี excellence ด้านใด และจะ collaborate กับใครเป็นหลัก
วิจารณ์ พานิช
๒๙ พ.ย. ๕๐
บันทึกในห้องประชุม