กลัวอะไรก็ได้ที่น่ารักน่ารัก


ความเรียง ต่อความประทับใจและความทรงจำ เมื่อมีคำถามถึงความหวาดกลัวในชีวิตผู้คน มีมุมมองบางประการต่อสิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราหวาดกลัว เมื่อมีโอกาสได้นั่งคิดนั่งมองกับคำถามถึงความกลัว

กลัวอะไรก็ได้ที่น่ารักน่ารัก

 

อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways

ความกลัวเป็นเรื่องประหลาด

แตกต่างในแต่ละผู้คน

แตกต่างในแต่ละรายละเอียด

ความหวาดหวั่น พรั่นพรึง หรือหวาดกลัว ล้วนไม่มีสถานะอันแน่นอนตายตัว ไม่มีมาตรฐานใดจะมากำหนดบอกกล่าว หรือชี้วัดความกลัวของผู้คนร่วมกันได้ ด้วยเรื่องราวตามแต่ละความกลัว ต่างงอกและฝังอยู่ภายในใจของผู้คน รอคอยเพียงแค่วันร้องตะโกนออกมาเสียงดัง เกิดอาการเหงื่อซึมหลังซึมฝ่ามือ ใจเต้นแรง ปิดตาไม่อยากมอง หรือร้องไห้ออกมา

ความกลัวไม่มีสถานะที่แน่นอน

แต่มีพลังในการข่มขู่

มีมนตราที่จะทำให้ผู้คนต้องหลบเร้น

หรือวิ่งหนีไปจากสิ่งซึ่งกำลังเผชิญหน้า แต่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง สำหรับสิ่งซึ่งสร้างความหวาดกลัว ยิ่งเกลียดกลัวกลับยิ่งพบเจอ จะหลบเร้นหนีหายไปนานเพียงใด ก็ยังต้องวนเวียนกลับมาเจอจนได้ หรือกระทั่งเจอบ่อยครั้งกว่าสิ่งที่ชื่นชอบรักใคร่

ยิ่งปฏิเสธยิ่งต้องเผชิญหน้า

ความหวาดกลัวจึงมีสถานะอันแปลกประหลาด

ในคำตอบของการบำบัด

การเผชิญเพื่อแก้ปัญหาปมแห่งความหวาดกลัว คือข้อเสนอของการบำบัดเยียวยา และรักษาตัวตนความหวาดกลัว ซึ่งตรงจุดตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด มากกว่าการหลบเร้นหนีหาย เพราะสุดท้ายสิ่งที่ติดไปนั้น คือสิ่งซึ่งฝังอยู่ภายในใจ

มากมายกว่าความหวาดกลัว

คือเรื่องราวการกลั่นแกล้งเพื่อให้กลัว

หรือกระทั่งนำความหวาดกลัวมาล้อเล่น

เช่นจับเขียดปาใส่ จับจิ้งจกโยนใส่ตัว กระทั่งผลักไปสัมผัสสิ่งที่หวาดกลัว อาการระเบิดอารมณ์วิ่งหนี หรือโวยวายกับเจ้าตัวความหวาดกลัว ไม่น่ากลัวเท่าอาการนิ่งสลบ หรือหยุดหายใจ

ครั้งหนึ่งมีโอกาสเห็นการกลั่นแกล้ง

ที่ทำให้คนแกล้งต้องหามคนถูกแกล้งส่งโรงพยาบาล

ไม่มากมายอะไร แค่เพียงหยุดหายใจ

แค่กลั่นแกล้งเล็กน้อย แต่ผู้ถูกกลั่นแกล้งและความรู้สึกของเขาไม่เล็กน้อย การหนีปัญหาแบบกลไกชีวิต ก็เพียงหยุดหายใจ หยุดความตกใจกลัวจนขีดสุด ด้วยการปิดระบบการทำงานของชีวิต ไม่ยุ่งยากไม่มากมาย สำหรับกลไกของสิ่งมีชีวิตซึ่งจัดการกับความหวาดกลัวในใจ

ผู้คนรอบข้างจึงไม่เพียงต้องเข้าใจ

แต่ยังต้องลำดับความคิดก่อนจะทำอะไรลงไป

บางครั้งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 

ในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งฝ่ายสร้างสรรค์ของรายการโทรทัศน์ ไม่สามารถคิดอะไรที่กระตุ้นอารมณ์คนดู ได้มากไปกว่าการกลั่นแกล้งผู้เข้าร่วมรายการ จะเป็นดารา แขกรับเชิญ ตลก นักร้อง หรือใครก็ตาม ด้วยการนำวัตถุสิ่งของซึ่งเขาหวาดกลัวมากลั่นแกล้ง

แรกก็ดูดี เพราะว่าความทุกข์ของคนทั่วไปดูสนุก

เมื่อไม่ใช่ความทุกข์ของเรา

แต่พอนานครั้งเข้าบ่อยครั้งขึ้น เรื่องชักไม่สนุก

ยิ่งเห็นอาการชักดิ้นชักงอ นอนร้องไห้ทรมานเมื่อไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนกับพฤติกรรมกลั่นแกล้งเช่นนั้นได้ หลายครั้งเห็นแขกรับเชิญสะบัดตัวอย่างแรง ต่อยได้ก็ต่อย เตะได้ก็เตะ ทำทุกทางเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากความหวาดกลัว

เห็นบ่อยครั้งก็รันทดใจ

ถึงขึ้นมาทุกครั้ง ว่าหากเป็นเราถูกจับมัด

ลงไปนอนเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองหวาดกลัว

นึกถึงใจตัวเอง นึกถึงว่าเราจะมีสภาพอย่างไร จะต่อสู้ดิ้นรนหรือนอนกลั้นใจตาย เพื่อให้แคล้วคลาดจากความน่าสะพึงกลัวเบื้องหน้า ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดระแวงกับพฤติกรรมกลั่นแกล้ง เพื่อขายความกลัวของผู้คนออกหน้าจอโทรทัศน์ แบบไร้รสนิยมเช่นนี้ 

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินได้ฟัง เรื่องของหลานชายนักร้องคนหนึ่ง

ซึ่งหวาดกลัวเม็ดส้ม

เป็นผลจากเมื่อตอนเด็กๆ หากไม่หยุดร้องก็จะถูกแกล้ง ด้วยเอาเม็ดส้มมาวางรอบตัว กระทั่งนั่งสะอึกสะอื้นจนหยุดร้อง เมื่อถามไปถามมาก็พบว่า เพราะว่าหลายครั้งที่เด็กคนนี้กินส้ม เขาจะกัดหรือกลืนเม็ดส้มลงคอ หลายครั้งก็ถุยออกมา หลายครั้งก็คายทิ้งได้ แต่ครั้งที่หนักที่สุดคือดันกัดเม็ดส้มรสขม แล้วอ้วกติดพันกันเป็นวัน จนกระทั่งทุกครั้งที่เห็นเม็ดส้มก็จะกลัว

นับจากนั้นมา

การถูกกระตุ้นด้วยความหวาดกลัว

ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้ชายที่กลัวเม็ดส้ม

อาจดูเป็นเรื่องตลกน่ารัก สำหรับใครก็ตามที่พบเจอเรื่องราวเหล่านี้ เหมือนช่วงหนึ่ง ซึ่งดาราไทยต่างเปิดเผยความลับ ว่าหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่น่ารัก กลัวถุงพลาสติกเพราะว่ามันลื่น กลัวขนนก กลัวลูกเจี๊ยบ กลัวซิบติดเสื้อ กลัวขนนุ่น และอีกหลายวัตถุอันน่ารักของความหวาดกลัว จนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งทำงานกับดาราอุทานขึ้นด้วยเสียงดังขณะขับรถ

รู้แล้ว ต่อไปถ้ากูจะดัง

กูต้องหาของประหลาด มาสร้างเรื่องหวาดกลัวให้ชีวิต

เวลาอธิบายให้ใครฟัง จะได้ดูน่ารัก

ขอกลัวอะไรน่ารักๆในชีวิต กลัวอะไรที่แปลกประหลาดแต่น่ารักน่ารัก กลัวอะไรก็ได้ที่คนเห็นว่าน่ารัก เวลาดังขึ้นมาจะได้มีจุดขายแบบน่ารัก หลังจากคิดวนไปวนมาขณะขับรถ จนนึกว่าไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ก็มีเสียงอุทานว่านึกออกแล้ว

กูกลัวนกเพนกวิน

เพราะเมื่อตอนเด็กแม่พาไปเที่ยวสวนสัตว์ แล้วไปเจอนกเพนกวินจิกหัว เลยฝังใจกลายเป็นความหวาดกลัวในชีวิต น้องคนหนึ่งที่นั่งมาในรถ เกิดความหมั่นไส้อย่างประหลาดใจอย่างไรไม่ทราบ เลยพูดสวนด้วยประโยคปิดท้ายความหวาดกลัวที่น่ารักน่าชังว่า

ดีเลยพี่ บอกไปเลยว่า

โดนนกเพนกวินจิกหัว เลยทำให้โตขึ้นสมองเสื่อม

 

หมายเลขบันทึก: 150160เขียนเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2007 11:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 มิถุนายน 2012 21:02 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี