มุมมอง และความรู้สึกต่อคำไทย และการแสดงออก ในแต่ละหน้าที่ความหมายของคำไทย ด้วยพลังและเนื้อความ หลายเรื่องหลายราวอธิบาย สิ่งซึ่งปรากฎอยู่ภายในใจเหมือนดั่งตบเข่าฉาดใหญ่

ซวยสัตย์

ยามใดเห็นคำไทยโดนใจ

จนต้องเหลียวไปมอง

เก็บไปจดกลับไปจำ

ผมจะอุทานในใจทันที ว่าพลังของคำไทยแท้นั้น บ่อยครั้งตรงตัวมากจนยากปฏิเสธพลังความหมาย ครั้งนี้บังเกิดพลังหลังอ่านข้อเขียนของ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ในบทความจากนิตยสาร Way จากใช้คำได้โดนใจ ยามนึกถึงความโชคร้ายอับเฉา ซึ่งพาลวิ่งใส่ชีวิตจนต้องร้องอุทานว่า

ซวยสัตย์

ซวยจริงจริง อย่างจริงแท้

ไม่ใช่ความซวยแบบหลอกลวง

เป็นเหตุบังเกิดอันปรากฎ มิคาดคิดหรือมิคิดเลยตามแต่ ว่าจะบังเกิดอาการซวยซับซวยซ้อนได้ยุ่งยากลำบากใจถึงเพียงนี้ ยิ่งในยามเช้าของวันจันทร์ก่อนไปทำงาน ยิ่งพาลให้เรื่องยากลำบากประดามี เกิดขึ้นแบบประเดประดัง

ครั้งหนึ่งของช่วงวัย

ที่ชีวิตยังกำหนดเวลาเข้างานไม่ได้

อาการตื่นสายหลงลมยามเช้า

มักเป็นเครื่องบั่นทอนพลังเงินเดือน ทั้งค่ารถมอเตอร์ไซค์ หรือค่าแท็กซี่ เพื่อยันกายให้ไปถึงที่ทำงานให้ไวที่สุด จะคิดค้นกระบวนท่าไม่สำคัญ สำคัญว่าต้องไปก่อนจะถูกเพ่งเล็ง ยามนั้นเราจะค้นพบว่า ไม่มีความโชคร้ายในชีวิต จะมานัดรวมตัวได้เท่ากับความซวยในเช้าวันนั้น

เพราะทุกอย่างในเช้าวันนั้น

จะไม่เป็นใจ ใดใดกับชีวิตของคุณเลย

ไม่มีรถว่าง ไม่มีความเหมาะเจาะ

จะเรียกรถก็ถูกตัดหน้า หรือกระโดดขึ้นรถไปแล้วก็ติดไฟแดง บางครั้งเจอขบวน ของ ฯพณฯท่านทั้งหลาย ยิ่งพาให้ต้องกลัดกลุ้มใจเป็นทวีคูณ จะกระโดดขึ้นรถลงเรือก็ไม่เคยตัดสักที พอก้าวขาไปถึง รถก็ออกเรือก็แล่นรถไฟฟ้าก็ปิดประตู ทุกอย่างล้วนลงตัวไปหมด ท่ามกลางบรรยากาศของความซวย

ผมเคยเป็นเช่นนั้นบ่อย

และบ่อยครั้งมาก จนต้องเตือนตัวเอง

ว่าอย่าพยายามผลักตัวเองให้อยู่ในมุมอับเช่นนั้น

หากจะลำบากเรื่องใด ก็ขอเพียงเรื่องเดียว อย่างต้องเกิดภาวะซวยซับซ้อนเช่นนี้ มิเช่นนั้นวันนั้นจะเกิดความหม่นหมองติดพันถึงเย็น และเผลอๆอาการเหล่านี้ จะกินระยะเวลานานนับสัปดาห์ หากต้นสัปดาห์เจิมชีวิตด้วยความซวย

ผมจึงไม่แปลกใจ

หากคนไทยจะยึดถือความสบายใจ

จากเพียงได้ดูฤกษ์ผานาที ดูดำดูดีกับขาข้างซ้ายข้างขวา

เพียงเพื่อให้ก้าวขาวันนั้นได้คล่องเท้า หายใจได้คล่องจมูก สูดลมได้คล่องปอด เพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความหวังขึ้นอีกเป็นกอง ไม่นับกับน้ำคำกระซิบกระซาบข้างหู ว่ามงคลชีวิตบังเกิดขึ้นแล้ว เผลอๆบางทีเดินไปเดินมา ยังพาลคิดว่าตัวเองมีรัศมีปรากฎเป็นดวง เหมือนอาทิตย์ทรงกลด

 

 

ความจริงในความแปลกของชีวิต

ทำให้ผมเข้าใจว่า

ภาษาล้วนงอกและก่อกำเนิดจากความจริง

จากความจริงในชีวิต จากการรับรู้และใช้ประโยชน์ของคำเหล่านั้น เท็จจริงเช่นไรไม่รู้ รู้แต่ว่าการใช้ประโยชน์ได้จริง คือหัวใจสำคัญของวันมีชีวิตอยู่ของภาษา ไม่ได้ล้มหายตายจาก ไม่ได้สูญพันธุ์จากปากของผู้คน สิ่งนั้นคือหัวใจสำคัญของภาษาที่ยังมีชีวิต

อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

เคยเล่าถึงความประทับใจในครูของตน

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมอยู่เกาะสมุย

เล่าถึงครูผู้หญิงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและความประทับใจ ในการก้าวเข้ามาเป็นครู โดยกล่าวถึงกิจวัตรประจำวันของโรงเรียน ยามยืนหน้าเสาธงตอนเช้า ว่าจะต้องผ่านการตรวจเล็บตรวจผม และตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย ครั้งนั้นครูผู้หญิงคนใหม่มาหยุดยืน

หยุดหน้าเด็กชายประมวล เพ็งจันทร์

ซึ่งตอนนั้นคิดในใจทันทีว่า

ซวยแล้วกู

แค่เพียงประโยคขึ้นต้นด้วยการถอดเทปจากคำบรรยาย แต่กลับได้ใจความอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับคำง่ายๆงามๆ เล่นกันตรงๆ ได้ใจความชัดถ้อยชัดคำ เหมือนชีวิตเราประสบกับเสียงอุทานประมาณนี้ รับรู้ในเรื่องราวและอารมณ์เฉกเช่นเดียวกัน

ไม่ใช่เรื่องหยาบคาย

แต่เป็นเรื่องเล่าผ่านคำพูด

และบทสวยงามของคำเขียน

ในพลังของคำไทย ที่ผู้คนมักใช้สอยหยิบจับ และใช้ประโยชน์จากความจริงในแต่ละเนื้อความหมายของคำเหล่านั้น แค่ฟังคำอาจารย์ประมวล อธิบายด้วยเสียงเรียบจากคำโดนใจ เหมือนได้นั่งตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่

เออ ใช่ ใช่เลย

มันต้องใช้คำแบบนี้

ถึงจะโดนเนื้อโดนใจ เวลาชีวิตพบเจอ

แค่เพียงคำโดนใจ ยิ่งเห็นเรื่องราวในตนเอง เห็นชีวิตของผู้คนผมยิ่งนึกภาพฝังใจภาพหนึ่ง เมื่อครั้งหนึ่งนั่งในรถ แล้วเห็นผู้ชายวัยทำงานวิ่งกระหืดกระหอบ ถือแฟ้มงานและกระเป๋าจะขึ้นรถประจำทางปรับอากาศ ดูก็รู้ทันทีแล้วรีบและรีบมาก เหลือบไปมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง ในวันที่ตัวเองไม่เร่งรีบ ก็รู้ว่าเขาควรจะต้องเข้างานแล้ว

เมื่อชีวิตต้องการความเร็วเป็นสองเท่า

ทุกอย่างมักไม่เป็นใจ

ชายหนุ่มทำแฟ้มหล่น เอกสารร่วง กระเป๋าหลุดจากบ่ากระจัดกระจาย ตอนรีบก้มไปเก็บของ กระเป๋าตังค์ก็หล่นออกจากอกเสื้อ ยิ่งเห็นยิ่งสงสาร เข้าใจทันทีว่าความซวยปรากฎอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มคนนี้จริงจริง ผมได้เพียงอุทานว่า

แม่ง ซวยจริงจริง

ซวยสัตย์สัตย์

คิดได้ดังนั้น ยิ่งตระหนักถึงชีวิต ถึงห้วงยามอันวิบัติ