ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนไทยในปัจจุบัน
หากใครลองสังเกตว่าในช่วงสิบปีให้หลังมานี้มีข่าวความรุนแรงในเรื่องการทะเลาะวิวาทของนักเรียนไทยออกมาให้เห็นมากมาย ทั้งในสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ตลอดจนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วอย่างอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีการนำเสนอข่าวการทะเลาะวิวาทของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนอาชีวะ ที่มักจะมีการทะเลาะวิวาทบ่อยครั้งจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียและปัญหาอื่นๆตามมา ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองแล้ว ยังทำให้สถาบันการศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียง และที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นปัญหาให้กับสังคมและคนรอบข้าง เพราะนอกจากนักเรียนโรงเรียนคู่อริจะได้รับบาดเจ็บแล้ว คนส่วนหนึ่งที่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยคือ คนที่โดนลูกหลงนั่นเอง ซึ่งเราก็มักจะเห็นในข่าวอยู่เสมอว่า คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มักจะได้รับบาดเจ็บ บางรายถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือเป็นเดือนๆ บางรายถึงกับต้องเสียชีวิตไปเปล่าๆจากการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นเหล่านี้
จากการทะเลาะวิวาทของนักเรียนไทยนั้นมักเกิดจากสาเหตุหลายสาเหตุซึ่งในเรื่องนี้ดิฉันมีข้อมูลผลการสำรวจจากสำนักเอแบคโพลล์มาให้ทุกท่านได้ทราบคือ ทางสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจนักเรียนชายระดับม.ปลายและระดับปวช.ในกทม. จำนวน 1,226 รายเมื่อวันที่ 11-14 มิ.ย. 2546 พบว่านักเรียนมีความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ ที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรงและการทะเลาะวิวาทดังนี้
ร้อยละ 19.2 เคยทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมสถาบัน ร้อยละ 17.1 เคยทะเลาะวิวาทกับคนอื่นนอกสถาบัน ด้วยสาเหตุสำคัญได้แก่ เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่ชอบหน้ากัน การดูหมิ่นสถาบันการศึกษา การแย่งแฟน/แย่งจีบผู้หญิง และการกระทบกระทั่งทางร่างกายและวาจา (เช่น เหยียบเท้า เดินชนกัน แซวกัน) และที่น่าสนใจก็คือในบรรดานักเรียนชายที่เคยทะเลาะวิวาทกับคนอื่นนอกโรงเรียนมีถึงร้อยละ 62.4 ที่คิดจะไปทำร้ายคนที่เคยทะเลาะด้วย (ที่เหลือร้อยละ 15.2 ไม่แน่ใจ และที่ไม่คิดจะทำร้ายมีเพียงร้อยละ 22.4) 18 % กังวลว่าจะถูกทำร้าย
จากการสำรวจครั้งนี้พบว่ามีตัวอย่างนักเรียนชายร้อยละ 17.6 ที่มีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย (ในขณะที่ร้อยละ 30.1 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 52.3 ไม่หวาดระแวง) โดยเฉพาะนักเรียนที่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นจะมีความกังวลเรื่องการถูกทำร้ายสูงมากกว่าปกติ
ฝักใฝ่หาอาวุธมาใช้
สำหรับตัวเลขของนักเรียนที่มีความคิดว่าอยากจะพกพาอาวุธติดตัว (เช่นปืนหรือมีด) มีร้อยละ 21.1 ของนักเรียนชายทั้งหมด โดยที่นักเรียนที่เคยมีปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาทมีสูงถึงร้อยละ 34.1 ที่ต้องการพกพาอาวุธ
และที่น่าสนใจก็คือนักเรียนที่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทมีถึงร้อยละ 44.2 มั่นใจว่าตนเองจะหาอาวุธปืนมาใช้ได้ถ้าหากว่ามีความต้องการใช้ขึ้นมา (ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 29.8 ที่หาไม่ได้ ส่วนร้อยละ 26.0 ยังไม่แน่ใจว่าจะหาได้หรือไม่)
คุมอารมณ์ไม่อยู่
คำตอบที่น่าสนใจประการต่อมาก็คือมีนักเรียนชายถึงร้อยละ 49.7 ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ถ้าหากมีความรู้สึกโกรธหรือบันดาลโทสะขึ้นมา (ในขณะที่ร้อยละ 39.1 มั่นใจว่าจะควบคุมได้ และร้อยละ 11.2 ไม่มีความเห็น)
ชอบเลียนแบบหนัง
สำหรับสิ่งที่วัยรุ่นนักเรียนชายเห็นว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแสดงความรุนแรงมากที่สุดคือภาพยนตร์ (ร้อยละ 57.9) รองลงมาคือ การชักจูงจากเพื่อน (ร้อยละ 56.3) และข่าวความรุนแรงที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ (ร้อยละ 43.
ซึ่งจากสาเหตุข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นสาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคลทั้งนั้น ดังนั้นแล้วการแก้ปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาทของนักเรียนไทยจึงต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย คือตัวนักเรียนเองที่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ ความประพฤติของตนเอง หลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกับนักเรียนต่างโรงเรียน และมีสติไตร่ตรองในสิ่งที่ตนจะปฏิบัติอยู่เสมอ ทางสถาบันและครูต้องหมั่นอบรมและตรวจดูความเรียบร้อยของนักเรียนในโรงเรียนให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่บุตรหลานให้มากๆ อีกทั้งทางฝ่ายรัฐบาลก็น่าจะมีมาตรการการแก้ปัญหา รวมถึงบทลงโทษที่เคร่งครัด เพื่อลดปัญหานี้ ซึ่งในการแก้ปัญหาในระยะแรกกน่าจะเป็นการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรักความสามัคคีปรองดองระหว่างนักเรียนต่างสถาบัน เช่นการออกค่ายพัฒนาชุมชน การแข่งขันกีฬา การร่วมมือกันในบริการชุมชนต่างๆ หรือการเข้าค่ายพัฒนาคุณธรรม ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่า เหล่านี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
โดยน.ส.อรุณโรจน์ ประเสริฐแสง เลขที่ 17
น.ส.อัสมา ไชยเภท เลขที่ 18
นักเรียนชั้นม. 6/2 โรงเรียนเทพลีลา
ผลงานการเขียนบทความแสดงทรรศนะของนักเรียนโรงเรียนเทพลีลา
ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนไทยในปัจจุบัน
1 คนชอบ
ดิฉันเห็นด้วยค่ะ เพราะมันเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตัวผู้กระทำเอง
คนแบบนี้ไม่ควรจะมีที่ว่างบนโลกอยู่ นอกจากจะส่งผลต่อตัวเองแล้วยังส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองอีกด้วย ทำให้การพัฒนาศักยภาพของคนในชาติล่าช้า
ขอบคุณสำหรับงานให้ลอกคับ 555
ดี เห็นด้วย
อืมก็ดี
ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อ่านแล้วดีจัง มีสาระด้วยนะ เรากำลังเรียนเรื่องการเขียนทรรศนะพอดีเลย....
ครูสั่งงานด้วย เรื่อง พิษภัยของยาเสพติด..........>>>>>>>
น.ส อรุณโรจน์ ชื่อเดียวกะเราเลย แต่เรายุ ร ร คีรีมาศพิทยาคม สุโขทัย จร้า ...