ผมเชื่อว่า "บุคคลากรสาธารณสุขเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่ผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตัวเองคือ ชาวบ้านนั่นเอง"และ"จำเป็นหรือไม่ที่คนไข้ต้องมานั่งเรียนแถวรับยาแล้วรอหมอตรวจ"

ต่อจากตอนที่แล้วครับ ห่างกันนานไปหน่อยเนื่องจากเวลาไม่ค่อยอำนวยครับ+มีเรื่องอื่นที่อยากเขียนมากกว่า ยังไงอ่านความเดิมได้ที่ http://gotoknow.org/blog/primarycare/141613 

ในปีที่ 2 มีผู้ป่วยเบาหวานขอเข้าร่วมโครงการมากขึ้นรวมแล้วประมาณ 20 คน เนื่องจากสะดวกสบาย+การดูแลไม่ตึงเครียด สามารถที่จะมานั่งคุยกันสนุกสนาน มีเพื่อน และมีที่ปรึกษา ผมมอบหมายให้คุณพยาบาลแบ่งกลุ่มเป็นพี่เลี้ยงแบ่งได้ 3 กลุ่มย่อย(กลุ่มละ 7-8 คน) และมีเจ้าหน้าที่ สอ. เป็นผู้ประสาน

กลุ่มใหญ่

คุยกันสบายๆแบบกลุ่มใหญ่กิจกรรมหลากหลาย

exercise     สวนมนต์

เรียนรู้การดูแลตัวเอง

DTX             ดูแล

อ่านสมุด  

ชัดเจนมาก ว่าผู้ป่วยดูแลกันและกันดีขึ้นช่วยกัน check ยาของตัวเอง พลัดกันตรวจ DTX ช่วยกันอ่านสมุดเบาหวาน

กลุ่มย่อยเพื่อดูแลใกล้ชิด

พยาบาลและเจ้าหน้าที่ สอ. เป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มตลอด 1 ปี และ facilitator ส่วนผมก็เดินไปให้กลุ่มปรึกษา ผมให้เวลาแต่ละกลุ่มประมาณ 30 นาที

กลุ่มย่อย    group

เลี้ยงหลาน   เอาหลานมาเลี้ยงก็ได้

คุยกันสบายๆ ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรมากมาย ผลที่ได้รับ 1 ปีพบว่าผู้ป่วยมีความสุข เจ้าหน้าที่ก็มีความสุข ผมการควบคุมน้ำตาลดีขึ้น ไม่ค่อยมีขาดนัด ถ้าขาดนัดคนในกลุ่มก็จะช่วยกันตาม

การดูแลโรคเรื้อรังในทัศนะของผม

จริงๆแล้วโครงการนี้เริ่มด้วยเจตนาเพื่อจะรู้จักชีวิตของชาวบ้านที่เราไม่รู้จัก แต่เวลาผ่านไป เกิดการวิวัฒนาการของวิถีการปฏิบัติ

 "จำเป็นหรือไม่ที่คนไข้ต้องมานั่งเรียนแถวรับยาแล้วรอหมอตรวจ"

"จริงหรือไม่ที่คนไข้ไม่มีความรู้ในการดูแลตัวเอง"

และ "จริงหรือไม่ที่บุคคลากรมีความรู้มากกว่าชาวบ้าน"

ผมเชื่อว่า "บุคคลากรสาธาณสุขเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่ผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตัวเองคือ ชาวบ้านนั่นเอง"

ดังนั้นการเรียนรู้+เข้าใจกัน+ปรับวิธีการใหม่ ทำให้ได้ผลการดูแลที่ดีขึ้น

ผมเองคิดว่า หากชาวบ้านดูแลตัวเองได้ดีนั้นเกิดจากตัวตนของเขาเอง เพียงแต่เราไม่ยึดติดวิธีการ และเปิดเวทีการเรียนรู้ แล้วนำความรู้ทางเทคนิคที่มีให้เข้ากับวิถีชีวิตของขาวบ้าน สุดท้ายไม่แค่เป้าหมายสำเร็จ และความสุขยังบังเกิดแก่ทุกฝ่าย