การทำไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

สวัสดีครับ เป็น km เรื่องแรก ผมว่าน่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ

การทำไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ของบ้านเขาพนมแบก  หมู่ที่  4  ตำบลป่าเว  อำเภอไชยา

                ศูนย์เรียนรู้ชุมชน  เป็นหัวใจของการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน  เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดการเรียนรู้  เป็นผลให้การประกอบอาชีพไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  บางครั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ไม่ว่าดินเสื่อมคุณภาพ  ป่าไม้ถูกทำลาย  น้ำในห้วยหนอง  คลองบึงเน่าเสีย  สรุปได้ว่าความสมดุลของธรรมชาติ  ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเกษตรกรจะมีปัญหาต่อการดำรงชีวิต                การสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านเขาพนมแบกแห่งนี้  มุ่งเน้นเฉพาะสายงานเกษตร  เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงเป็นต้นแบบการปลูกพืชที่เรียกว่าเกษตรแบบผสมผสาน  เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกรรู้ว่า  ที่ทำกินกำลังจะหมดต้องใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอย่างจำกัด  ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  รวมทั้งรู้จักผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยน้ำ  และสารสมุนไพรกำจัดแมลงเป็นการลดปัญหาดิน  เสื่อมคุณภาพและสารพิษตกค้าง <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoBodyText2">                เป้าหมายหลักของการเรียนรู้ทุกศูนย์ฯ มีเป้าหมายเดียวกัน  คือต้องการให้นักเรียน  เยาวชน  และเกษตรกร  หรือผู้สนใจเข้าศึกษาเรียนรู้  หาประสบการณ์  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพดิน  สิ่งแวดล้อมของตน  ปัญหาหลายด้านที่กล่าวมาแล้ว  หวังว่าผู้สนใจและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  คงให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ศูนย์การเรียนรู้แต่ละชุมชนมีความพร้อม  เพื่อสามารถให้บริการชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table>วัตถุประสงค์1)      เพื่อสนองพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง2)      เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ในท้องถิ่น3)      เพื่อทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่นอื่น4)      เพื่อสาธิตการทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์5)      เพื่อทดลองและสาธิตการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคใน      ครัวเรือน6)      เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร   <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">เป้าหมาย</h1>ประเภทพันธุ์พืชในท้องถิ่นที่กำลังจะสูญพันธุ์1.      <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table>เสม็ดแดง / เสม็ดขาว2.      ผักพูม3.      มะกอกนา4.      สาเก5.      ชะมวง6.      ตะลิงปลิง7.      ไม้พยอม8.      ผักกูด  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">พันธุ์พืชจากต่างท้องถิ่นเพื่อการทดลอง</h1><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" style="border-collapse: collapse"><tbody>

1. ไม้ไผ่รวกหวาน

6. มะยงชิด 2. ไผ่หวานไต้หวัน 7. ชมพู่ทับทิมจันทร์ 3. น้อยหน่าเพชรปากช่อง 8. ฝรั่งไร้เมล็ด 4. เกาลัด   5. พุทราพันธุ์จัมโบ้  

</tbody></table>  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">พันธุ์พืชหลังบ้าน</h1><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" style="border-collapse: collapse"><tbody>

1. สับปะรด

6. ขนุน 11. อาโวกาโด้ 2. ผักหวาน 7. ลูกเนียง 12. จำปาดะ 3. มะพร้าวน้ำหอม 8. ละมุด   4. มะนาว 9. มะมุด   5. ทุเรียน 10.  ละมุด  

</tbody></table>  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การดำเนินงาน  ปลูกพืชเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด  ตามหลักการเกษตรแบบผสมผสาน  ได้แก่</h1>1.  ผักสวนครัว2.  ไม้ผล  ทุเรียน  มังคุด  จำปาดะ  มะม่วง  น้อยหน่า  ขนุน  มะพร้าวน้ำหอม  ฝรั่ง  ชมพู่  ทับทิม  มะละกอ3.  พืชเศรษฐกิจท้องถิ่นอื่น   เกาลัด  ไม้ไผ่รวกหวานพันธุ์จันทบุรี ไผ่รวกไต้หวัน  มะยงชิด  พุทรา4.  พืชอนุรักษ์  ไม้พยอม  ไม้เสม็ดแดง  ผักพูม5.  อื่น ๆ  กล้วย  อ้อย  หม่อน  พืชน้ำ  ผักตบชวา  ผักกะเฉด  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การเลี้ยงปลา</h1>มีบ่อเลี้ยงปลา  จำนวน  11  บ่อ-          บ่อปลาเลี้ยง  จำนวน  8  บ่อ-          บ่อปลาธรรมชาติ  จำนวน  8  บ่อการดำเนินงาน  ทุกบ่อปลูกพืชน้ำ  เพื่อเป็นอาหารปลาและสนับสนุนการทำปุ๋ยหมัก  ขอบบ่อปลูกพืช  ต้นหม่อน  มันสำปะหลัง  เพื่อเป็นอาหารปลา  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">พันธุ์ปลาที่เลี้ยง</h1>                -  ปลาตะเพียน  ปลานิล  ปลาจิตรลดา  ปลาดุก  ปลาช่อน  ปลาแรด  ปลากดเหลือง <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table>พันธุ์ปลาธรรมชาติ                -  ปลาทุกชนิดในท้องถิ่น <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การทำปุ๋ย</h1>1.      ปุ๋ยชีวภาพ2.      ปุ๋ยอินทรีย์เคมี3.      ปุ๋ยหมัก  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอย</h1>พื้นที่ทั้งหมด  จำนวน  6  ไร่  หรือ  9,600  ตารางเมตรแบ่งสัดส่วน ได้ดังนี้
1.      บ้านพัก
2.      โรงปุ๋ย
3.      ห้องประชุม
4.      ถังประปาใช้พื้นที่ทั้งหมด  288  ตารางเมตร  คิดเป็นร้อยละ  3
แหล่งน้ำ 
บ่อปลา  11  บ่อ
                 
บ่อบาดาล  2  บ่อ
          พื้นที่  2,320  ตารางเมตร  คิดเป็นร้อยละ  24.66 
พื้นที่ปลูกพืช  6,992  ตารางเมตร              คิดเป็นร้อยละ  72.84
<h1 style="margin: 0in 0in 0pt"></h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การปลูกไผ่รวกหวาน</h1>ไผ่รวกหวานขึ้นได้ทุกพื้นที่  ปัจจุบันปลูกกันมากแถบจังหวัดภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  สภาพพื้นที่เหมาะสมได้แก่  ที่ถ่ายเทน้ำได้สะดวก  ใกล้แหล่งน้ำ  ดินอุดมสมบูรณ์พอสมควรการขยายพันธุ์  ใช้ต้นติดรากเหง้าหรือข้อที่มีรากปักชำในถุง  หรือปักชำในหลุม  หมั่นรดน้ำ  ประมาณ  45  วัน  ไผ่จะแตกใบหรือแขนงพร้อมที่จะลงแปลงปลูกได้ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table>                ดินสำหรับถุงปักชำ  ควรเป็นดินร่วนผสมขี้เถ้าแกลบ  ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตรา  3:2 :1                 ดิน    ขี้เถ้าแกลบ  ปุ๋ย) <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การเตรียมแปลงปลูก</h1>1.      ปลูกระยะห่าง  4 x 4 เมตร
2.      ขุดหลุมขนาด  กว้าง  ยาว  ลึก  50 ,
3.      รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักพอสมควร  คลุกเคล้าให้เข้ากันปล่อยทิ้งไว้จนดินจับตัวแน่น  จึงปลูก
4.      ต้องรดน้ำให้โคนไผ่ชื้นอยู่เสมอ  ควรใช้หญ้าหรือฟางคลุมโคนไผ่
5.      ดูแลกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ
6.      ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ เคมี สูตร 15 15 15 พอสมควร  ให้สังเกตความงอกงามประกอบการใช้ปุ๋ย
7.      อายุไผ่ประมาณ 3 6 เดือน จะแตกหน่อเป็นต้น 6 12 เดือน ให้หน่อเก็บได้เล็กน้อยอายุไผ่   12 18  เดือน  ให้หน่อยพอสมควร
8.      หมั่นตกแต่งกอไผ่  ควรไว้ต้นไผ่กอละ 5 7 ต้น ต้องตัดแขนงไผ่ออกให้หมด ใส่ปุ๋ย รดน้ำสม่ำเสมอ  จะได้มีหน่อไผ่รับประทานเหลือจำหน่าย  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การทำสารขับไล่แมลง</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">วัสดุ / อุปกรณ์ </h1>1.      ใบสะเดาสด  จำนวน  5  กิโลกรัม
2.      ข่าแก่  จำนวน  2  กิโลกรัม
3.      น้ำสะอาด  จำนวน  20  ลิตรวิธีทำ  นำใบสะเดาสด  ข่าแก่  สับหรือบดให้ละเอียด  นำไปต้มให้เหลือ  8 10 ลิตร  ทิ้งให้เย็นนำไปใช้ได้วิธีใช้  ใช้อัตรา  250  ซีซี  ต่อน้ำ  20 ลิตร  ฉีดพ่นใบพืชห่าง ๆ อย่าจี้ติดใบพืช จะทำให้ใบเหลืองได้  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">น้ำสกัดสมุนไพรป้องกันและกำจัดเชื้อรา</h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">วัสดุ / อุปกรณ์</h1>1.      สมุนไพรรสขมหรือฝาด  3  กิโลกรัม2.      กากน้ำตาล3.      น้ำสะอาดเติมจนท่วมสมุนไพร  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">วิธีทำ  </h1>1.      สับหรือโขลกสมุนไพร
2.      นำสมุนไพรบรรจุภาชนะเติมกากน้ำตาล
3.      คลุกเคล้าให้เข้ากัน
4.      ปิดภาชนะให้แน่น  หมักไว้  15  วัน  นำมาใช้ได้วิธีใช้  พืชผัก  ไม้ผล  พืชไร่  ฉีดพ่น  30 50  ซีซี  ต่อน้ำ  20  ลิตร  ฉีดพ่นทุก  10  วัน  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">ปุ๋ยหมัก</h1>ปุ๋ยหมัก  หมายถึงปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง  ซึ่งได้จากการย่อยสลายตามกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก  ได้แก่  ฟางข้าว  ทะลายปาล์ม  ผักตบชวา  หญ้าแห้ง  ซังข้าวโพด ฯลฯ  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การทำปุ๋ยหมักธรรมดาใช้ปุ๋ยเคมี</h1>1.      วัสดุที่ใช้  เศษพืช  1,000  กิโลกรัม
2.      มูลสัตว์  20  กิโลกรัม
3.      ปุ๋ยยูเรีย  2  กิโลกรัม
4.      เชื้อจุลินทรีย์ (พด.1) 1  ซอง <h1 style="margin: 0in 0in 0pt"></h1><h1 style="margin: 0in 0in 0pt"> ขั้นตอนวิธีการทำ</h1>1.      นำวัสดุกองเป็นชั้น ๆ กว้างยาวพอสมควร  1  ชั้น สูงประมาณ  30 40  เซนติเมตร
2.      กองเสร็จแต่ละชิ้นรดน้ำเหยียบให้แน่น
3.      โรยมูลสัตว์ทับบนพอสมควร  (คำนวนได้จากจำนวนชั้น  ถ้าทำ  3  ชั้น  ใส่มูลสัตว์ประมาณ ชั้นละ 66.66 กิโลกรัม)
4.      โรยปุ๋ยยูเรียทับมูลสัตว์
5.      รดน้ำหัวเชื้อ พด.1 (การใช้ พด.1  1  ซองละลายน้ำสะอาดประมาณ  20  ลิตร  กวนให้เขากับน้ำประมาณ  15 20 นาที จึงนำไปรดปุ๋ย
6.      กระบวนการทำเหมือน ข้อ 5 ชั้นสุดท้ายใช้ดินกลบแล้วใช้ฟางหรือทางมะพร้าวหรือตาข่ายกรองแสงคลุม  <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก</h1><p>1.      ดูแลอย่าให้สัตว์ทำลายกองปุ๋ย</p><p>2.      รดน้ำไม่แห้งหรือแฉะเกินไป</p><p>3.      กลับกองปุ๋ยอย่างน้อยเดือนละ  1  ครั้ง</p><p>หลักพิจารณาว่าปุ๋ยหมักใช้ได้หรือไม่</p><p>1.      สีเข้มเป็นสีน้ำตาลหรือดำ</p><p>2.      ความร้อนในกอง  กับภายนอกใกล้เคียงกัน</p><p>3.      เศษพืชจะย่อยขาดจากกันได้ง่าย</p><p>4.      ไม่มีกลิ่น วัสดุที่ใช้</p><p>5.      มีต้นพืชขึ้นบนกองปุ๋ย  </p><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก</h1><p>1.      ดินจับตัวกันพอเหมาะต่อการเก็บและระบายน้ำ
2.      ดินมีความร่วนซุยดี
3.      ดินมีธาตุอาหารครบครัน
4.      มีอินทรีย์วัตถุในดินอย่างเพียงพอ
5.      เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์  </p><h1 style="margin: 0in 0in 0pt">การทำน้ำหมักพืช</h1>น้ำหมักพืช  คือ  ของเหลวสีน้ำตาลไหม้  ที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช  มาหมักกับกากน้ำตาลประมาณ  7  วัน  จะได้ของเหลวที่มีทั้งจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ที่มีประโยชน์ <h1 style="margin: 0in 0in 0pt">วัสดุ / อุปกรณ์</h1>1.      เศษผัก  3  กิโลกรัม2.      น้ำตาล  1  กิโลกรัม <