ในการไปสัมภาษณ์บุคคลเพื่อประกอบการประเมินอธิการบดี มอ. เมื่อวันที่ ๒๑ พ.ย. ๕๐ ผมได้เรียนรู้เรื่อวิวัฒนาการการให้เกรดนักศึกษา      ที่สะท้อนภาพสังคมไทย    สะท้อนวิธีคิดของคนไทย

          คณบดีท่านหนึ่งเล่าว่าเวลานี้คุณภาพของ นศ. ที่ วข. ปน. ลดลงไปมาก     มี นศ. บางคนได้เกรดปี ๑ เทอมแรก ๐.๐     คุยกันไปคุยกันมา ผมบอกว่า นศ. ที่ได้เกรด ๐.๐ เป็นคนฉลาด     เพราะว่าระเบียบการวัดผลบอกว่าผลการศึกษาเทอมแรกของ ปี ๑ ไม่นับรวมเป็น pro ไม่ว่าจะได้เกรดเท่าไร    และถ้าเกรดได้ E แล้วเรียนใหม่ จะนับเฉพาะคะแนนที่เรียนใหม่   ไม่เอา E เก่ามานับ คือลืม E ไปเลย     ไม่ระบุใน transcript ว่าเคยได้ E    “เพราะถ้าลงว่าเคยได้ E จะทำให้เด็กเสียเปรียบเด็กของมหาวิทยาลัยอื่น เพราะเขาไม่ลงกันทั้งนั้น” 

          นศ. ปี ๑ ที่รู้ตัวว่าเรียนอ่อนมาก    สอบตกแน่ และเป็นคนฉลาด ต้องสอบตกแบบได้เกรด E ดีกว่าได้เกรด D เพราะเกรด E ไม่จด ไม่ถ่วงเกรดรวม  ในขณะที่เกรด D จดและถ่วงเกรดรวม

          ที่ผมสนใจมากคือ ระบบไม่บันทึก E  “เพราะถ้าลงว่าเคยได้ E จะทำให้เด็กเสียเปรียบเด็กของมหาวิทยาลัยอื่น เพราะเขาไม่ลงกันทั้งนั้น”      แสดงว่าสังคมของเราเป็นสังคมที่ยิ่งนับวัน “ความจริงเทียม” ดาษดื่นทั่วไปหมด     ในสังคมเช่นนี้ ทักษะในการล้วงลึกหา “ความจริงแท้” ในเรื่องต่างๆ มีความสำคัญมาก     ข้อความรู้เล็กๆ ชิ้นนี้ สอนผมว่า สังคมยิ่งซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นทุกขณะ    การมองอะไรๆ ผิวเผิน  ยอมรับข้อมูลแบบผิวเผิน จะหลงเข้าใจผิดได้ง่าย

          ใบ transcript ของมหาวิทยาลัย น่าจะต้องแนบเกณฑ์ในการวัดผลและบันทึกผลการเรียนประกอบด้วย     เพื่อให้ผู้ใช้เอกสารนั้นได้ตีความ แปลผลตัวเลขหรือโค้ดใน transcript อย่างถูกต้อง ไม่เข้าใจผิด

วิจารณ์ พานิช
๒๒ พ.ย. ๕๐
หาดใหญ่